ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือไม่ใช่แฟนฟุตบอลก็ย่อมจะรู้จักกติกาเบื้องต้นของกีฬาชนิดนี้อย่าง ใบเหลือง-ใบแดง ที่ผู้ตัดสินหรือกรรมการมักจะควักออกมาชูเด่นเป็นสง่าให้เห็นในการแข่งขันฟุตบอลแทบทุกนัด จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปในโลกฟุตบอล เพราะทุกการแข่งขันย่อมมีการละเมิดกติกาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าไอเดียการแจก ใบเหลือง-ใบแดง ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงยุค 1970 แถมยังเพิ่งถูกบรรจุอยู่ในกติกาสากลของฟุตบอลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 นี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกำเนิดของมันยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์พื้นฐานที่เห็นได้แทบทุกสี่แยก คือ สัญญาณไฟจราจร อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1970 กีฬายังไม่มีระบบการให้ ใบเหลือง-ใบแดง” แก่นักฟุตบอลที่เล่นผิดกติกาหรือเล่นรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยผู้ตัดสินมักจะตักเตือนด้วยคำพูดหากพบว่านักเตะเล่นรุนแรงหรือผิดกติกา ส่วนการไล่นักเตะออกจากสนามขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสินในสนามล้วน ๆ ทำให้ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการสื่อสารกับนักเตะที่พูดคนละภาษาจนมักเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน จนกระทั่ง เคน แอสตัน (Ken Aston) เปาเชิ้ตดำชาวอังกฤษที่เคยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1966 มาแล้ว สังเกตเห็นสัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนจาก สีเหลือง ซึ่งหมายถึงการเตือน ไปเป็น สีแดง ที่หมายถึงหยุด ขณะกำลังนั่งอยู่บนรถที่ติดอยู่บริเวณสี่แยก ทำให้เขาได้ไอเดียที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

แอสตัน ได้คิดค้นระบบการให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะเสนอให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) พิจารณาและอนุมัติในปี 1970 ก่อนจะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนักเตะที่ได้รับ ใบเหลือง เป็นคนแรก คือ เอฟเกนี ลอฟเชฟ (Evgeny Lovchev) ผู้เล่นทีมชาติสหภาพโซเวียต ในเกมนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 1970 ที่เจอกับเจ้าภาพเม็กซิโก ส่วน ใบแดง ต้องรอถึงฟุตบอลโลก ปี 1974 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้รับใบแดงคนแรกคือ คาร์ลอส คาสเซลี (Carlos Caszely) นักเตะทีมชาติชิลีในเกมพบกับเจ้าภาพเยอรมันตะวันตกนั่นเอง แต่การให้ ใบเหลือง-ใบแดง ก็ยังเป็นเพียงความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ตัดสินและนักเตะเท่านั้น ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกติกาสากล จนกระทั่งในปี 1992 ใบเหลืองและใบแดงจึงถูกบรรจุอยู่ในกฎกติกาสากลของฟุตบอลโดย ฟีฟ่า ซึ่งทุกสมาคมฟุตบอลและทุกลีกที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า จะต้องมีการใช้ใบเหลืองและใบแดงเสมอจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ใช่หรือไม่ เพียงแค่ แกว่งไกวแขน ก็ได้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

ไม่น่าเชือว่าเรื่องง่ายๆแบบเพียงแค่การ แกว่งไกวแขน ก็สามารถทำให้สุขภาพของพวกเราดียิ่งขึ้นได้ แม้กระนั้นมันเกิดเรื่องจริง เพราะเหตุใดนะหรือ เพราะตรงใต้หัวไหล่ของผู้คนนั้น หรือที่พวกเราเรียกกันว่า จั๊กกะแร้ เป็น ชุมทางของต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ และก็อีกจุดหนึ่งที่มีต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่ด้วยด้วยเหมือนกันก็คือ รอบๆต้นขาคีบ

การขยับหัวไหล่และก็จั๊กกะแร้ หรือการไกวแขน หรือการว่ายน้ำที่มีทั้งยังการขยับหัวไหล่และก็ขาหนีบ ซึ่งล้วนแต่เป็นการออกแรงให้ต่อมน้ำเหลืองขยับ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลืองให้ขับของเสียต่างๆออกไปไม่ให้สะสมอยู่ในร่ายกาย และก็ยังถือได้ว่าเป็นการช่วยทำให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งระบบน้ำเหลืองนั้น มีบทบาทช่วยขนของเสียที่สะสมเป็นพิษภายในร่างกาย ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบรวมทั้งขับออกไปจากร่างกาย แล้วก็ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิต้านทาน

ระบบของน้ำเหลืองนั้นไม่อาจจะสร้างแรงกดดันได้เช่นเดียวกับเลือดที่มีหัวจิตใจยปั้มให้เลือดสูบฉีดได้ โดยเหตุนี้การกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดียิ่งขึ้น สามารถทำได้ด้วยการขยับกล้าม บางทีก็อาจจะโดยการไกวแขน ผู้กระทำระกระโดดการเต้น และก็การว่ายน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองเจริญทีเดียว ใครก็ช่างที่มักมีลักษณะ ผิวซีดเผือด ผอมบางหลงลืมติดเชื้อโรคเสมอๆเป็นหวัดเจ็บคอเสมอ มีเซลลูไลท์เยอะขึ้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ระบบน้ำเหลืองขัดข้อง ซึ่งจะมีผลให้มีของเสียสะสมในร่างการนั้นเอง แต่ว่าอย่าปลดปล่อยเอาไว้นานครับ เนื่องจากมันจะเป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนัั้นเอง

พวกเราควรจะบริหารร่างกาย โดย การไกวแขนอย่างต่ำวันละ 20-30 นาที ครับ

ทุกคนก็ทำเป็น มารักษาสุขภาพ ด้วยท่าโยคะแบบง่ายๆกันเหอะ

การเล่นโยคะ ไม่ใช่เป็นการบริหารร่างกายแบบทั้วๆไป แม้กระนั้นก็สามารถทำให้ร่างกายของพวกเรานั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้ แล้วก็ยังช่วยถึงภาวะจิตใจของพวกเราได้ด้วยอีกต่างหาก
โยคะ นับว่าเป็นศาสตร์โบราณที่มีมาแล้วถึงหลายพันปีอย่างยิ่งจริงๆ มีการกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลมนุษย์มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของตน ซึ่งก็ได้มีการถ่ายทอด รวมทั้งปรับปรุงต่อๆกันมา จนกระทั่งเปลี่ยนมาเป็นวัฒนธรรมต่างๆเปลี่ยนมาเป็นศิลป์ของการฝึกฝนโยคะ

การฝึกหัดโยคะนั้น ถือได้ว่าเป็นการสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย รวมทั้งจิตใจ ร่วมถึงจิตวิญญาณในตัวเรา ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอวัยวะ แล้วก็ต่อมต่างๆภายในร่างกายให้ฟื้นฟู ปรับภาวะดำเนินการได้มีคุณภาพเยอะขึ้น ก็เลยทำให้สุขภาพของพวกเราดีตามไปด้วย ผลดีจากการฝึกฝนโยคะ จะแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน

– การบริหารร่างกาย(ฝึกฝนท่าโยคะ) จะช่วยในเรื่องความแข็งแรง รวมทั้งความยืดหยุ่นของร่างกาย

– การหายใจ จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของเลือด ปรับสมดุลให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ยังช่วยนำพาสารอาหารไปยังร่างกายได้อย่างมีคุณภาพ

– สมาธิ โยคะ จะเป็นการฝึกหัดที่มีความกลมกลืนระหว่างร่างกาย กับ การหายใจ เมื่อพวกเราสามารถควบคุมระบบการหายใจได้ จิตของพวกเราก็จะนิ่ง เป็นบ่อเกิดของสมาธิ ที่จะตามมา ส่งผมให้สุขภาพเกี่ยวกับจิตของพวกเราดียิ่งขึ้น

พวกเราลองดูท่าโยคะ แบบง่ายๆด้วยตัวการ์ตูนสวยๆกัน แล้วทดลองเอาไปปฏิบัติตามกันครับผม เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเรา นับว่าเป็นของขวัญวันปีใหม่จากดวงใจแอดไม่นครับผม

ความเชื่อถือไม่ถูก กับการบริหารร่างกาย

การบริหารร่างกายนั้นเป็นประโยชน์มากมายก่ายกอง และก็คนรุ่นหลังก็หันมาเอาใจใส่การบริหารร่างกายกันมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อได้สุขภาพกายแข็งแรงบริบูรณ์และก็รูปร่างที่ดี แม้กระนั้นในขณะบางบุคคลเลือกที่จะหลบหลีกการบริหารร่างกายเพราะว่าเหตุผลที่ต่างกัน อย่างไรก็ดี สัมพันธ์นักเพาะกล้าม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนว่าหลายท่านมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกเกี่ยวกับการบริหารร่างกาย ดังต่อไปนี้
1. การบริหารร่างกายจะก่อให้ทานอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะนำมาซึ่งการทำให้อ้วนมากเพิ่มขึ้น

ข้อเท็จจริง : เหตุเพราะการบริหารร่างกายมากมายก็จะอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก ก็เลยส่งผลให้กินอาหารได้มากขึ้น คนอ้วนก็เลยไม่ค่อยกล้าบริหารร่างกาย แม้กระนั้นอันที่จริงแล้วฝูงคนที่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย ทำงานมากหรือบริหารร่างกายหนักมากมายต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จึงควรกินอาหารมากยิ่งกว่าธรรมดาแต่ว่าไม่อ้วนด้วยเหตุว่าปราศจากไขมันสะสมภายในร่างกาย ส่วนกรุ๊ปที่ออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีโดยปกตินั้น การใช้พลังงานอยู่ในระดับปานกลาง ก็เลยไม่นำมาซึ่งการทำให้กินอาหารมากเกินความจำเป็นจนถึงกำเนิดไขมันสะสมภายในร่างกาย

2. เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้วไม่ต้องบริหารร่างกายอีก

ข้อเท็จจริง : คนไม่ใช่น้อยมั่นใจว่าปฏิบัติงานนั่งโต๊ะตลอดวันหากไปบริหารร่างกายอีกจะมีผลให้ร่างกายทรุดเสื่อมโทรมเร็วขึ้น เนื่องจากว่าหากแม้ร่างกายไม่เหน็ดเหนื่อยแต่ว่าสมองก็ล้าจากงานการ ก็เลยไม่ไปบริหารร่างกายประเด็นนี้นับว่าเป็นความนึกคิดที่ผิดจะต้อง เพราะว่าการบริหารร่างกายสามารถช่วยลดความเคร่งเครียดได้

3. การบริหารร่างกายทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

ข้อเท็จจริง : อาการอ่อนล้าหรือเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกายข้างหลังการบริหารร่างกาย ชอบกำเนิดกับคนที่เริ่มบริหารร่างกายใหม่ๆซึ่งเป็นช่วงๆระยะที่ร่างกายมีการปรับพฤติกรรม แต่ว่าถ้าเกิดผ่านไปสักระยะหนึ่งอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะเบาๆหายไปรวมทั้งมีลักษณะแจ่มใสแคล่วคล่องว่องไวข้างหลังการบริหารร่างกาย แต่ว่าก็จำเป็นต้องจัดช่วงเวลาและก็ความหนักของการบริหารร่างกายให้พอดีกับความรู้ความเข้าใจ ของร่างกาย

4. หายใจทางปาก เมื่ออ่อนล้า

ข้อเท็จจริง : เมื่อร่างกายมีลักษณะเหนื่อยจากการบริหารร่างกายมาค่อนข้างจะหนัก การหายใจทางจมูกสิ่งเดียวอาจจะไม่พอ ส่วนมากก็เลยใช้การหายใจทางปากช่วย ซึ่งอาจส่งผลให้อากาศไปสู่ปอดโดยมิได้ผ่านการกรองเสมือนทางจมูก ก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกคอแห้งผากและก็ระคายที่คอ รวมทั้งเสี่ยงติดโรคในระบบฟุตบาทหายใจได้ง่าย โดยเหตุนี้ถ้าเกิดปรารถนาหายใจทางปาก ควรจะทำเมื่อหายใจไม่ออกแค่นั้น