เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

การออมเงินเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออายุยังน้อยอาจยังมองไม่เห็นความสำคัญของการออมเงินเพราะยังไม่รู้จักวิธีการหาเงิน แต่เมื่อถึงวัยทำงานทุกคนจะเข้าใจกับคำว่าออมเงินได้ดีขึ้นเพราะกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ยิ่งในแต่ละวันยังมีเรื่องที่ต้องให้ใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารหรือหากประสบอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงก็ยังต้องมีการใช้จ่ายเงินเพื่อรักษาพยาบาลอีก แล้วหากถึงวัยเกษียณแล้วยังไม่มีเงินออมสำรองล่ะ จะทำอย่างไร

ดังนั้นเพื่ออนาคตที่สดใสในวัยเกษียณเราจึงควรรู้จักวิธีการออมเงินที่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับการออมเงิน 5 ข้อ เพื่อให้มีเงินเหลือใช้ยามเกษียณกัน

1.เงินเดือนหาร 45 ความหมายคือได้เงินเดือนเท่าไหร่ให้นำ 45 มาหารออกจะทำให้เรารู้ว่าเราสามารถใช้เงินในแต่ละวันได้จำนวนเท่าไหร่ต่อเดือน ส่วนที่เกินจาก 30 วัน คือ 15 วันที่เหลือถือเป็นเงินที่เราออมในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 10,000 บาท / 45 เท่ากับเราใช้ได้ไม่เกินวันละ 222 บาท แทนที่จะเป็น 333 บาท (10,000 / 30) นั่นหมายความว่าเราจะมีเงินออม 1,665 บาท/เดือน (111 X 15)

2.ตั้งเป้าหมายในอนาคตให้ชัดเจน เช่น ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ 30% ของเงินเดือนเพื่อการซื้อบ้านในอนาคต ดังนั้นหากเราได้เงินเดือนมาต้องหัก 30% ของเงินเดือนมาเก็บออมไว้ ซึ่งต้องทำเป็นกิจจะลักษณะโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้เราสามารถซื้อบ้านได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้

3.สร้างวินัยการใช้เงิน หมายถึงการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนไว้ล่วงหน้าและปฏิบัติตามเป็นประจำ โดยทั่วไปจะแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วนคือ (1) 45% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ (2) 30% สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และ (3) 20% เก็บไว้เป็นเงินออม วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินออมในอัตราที่เท่ากันในแต่ละเดือน ซึ่งเดือนไหนเราใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นหรือชีวิตประจำวันไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็จะทำให้เรามีเงินออมมากขึ้นไปอีก

4.แยกบัญชีเงินเก็บให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้นำเงินที่ตั้งใจออมมาใช้จ่าย วิธีง่าย ๆ คือการเปิดบัญชีแบบเงินฝากประจำที่ห้ามถอนมาใช้หากยังไม่ถึงกำหนด จะทำให้เมื่อครบกำหนดถอนเงินจะเห็นเงินออมก้อนใหญ่ที่เราสะสมไว้

5.ทำเงินให้งอกเงย ด้วยการลงทุนในกองทุนหรือซื้อหุ้น ซึ่งดีกว่าการเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย จะลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว (LTF) ก็ได้ทั้งนั้น

สรุปคือเราไม่ควรมองข้ามเรื่องการเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามจำเป็นหรือในวัยเกษียณ โดยเฉพาะหากเกิดช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินในยามฉุกเฉินแล้วไม่ได้มีเงินสำรองไว้ ก็จะสร้างความยากลำบากต่อเรามาก ดังนั้นการมีเงินเก็บออมถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเหลือเราเมื่อยามจำเป็นได้

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือไม่ใช่แฟนฟุตบอลก็ย่อมจะรู้จักกติกาเบื้องต้นของกีฬาชนิดนี้อย่าง ใบเหลือง-ใบแดง ที่ผู้ตัดสินหรือกรรมการมักจะควักออกมาชูเด่นเป็นสง่าให้เห็นในการแข่งขันฟุตบอลแทบทุกนัด จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปในโลกฟุตบอล เพราะทุกการแข่งขันย่อมมีการละเมิดกติกาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าไอเดียการแจก ใบเหลือง-ใบแดง ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงยุค 1970 แถมยังเพิ่งถูกบรรจุอยู่ในกติกาสากลของฟุตบอลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 นี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกำเนิดของมันยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์พื้นฐานที่เห็นได้แทบทุกสี่แยก คือ สัญญาณไฟจราจร อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1970 กีฬายังไม่มีระบบการให้ ใบเหลือง-ใบแดง” แก่นักฟุตบอลที่เล่นผิดกติกาหรือเล่นรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยผู้ตัดสินมักจะตักเตือนด้วยคำพูดหากพบว่านักเตะเล่นรุนแรงหรือผิดกติกา ส่วนการไล่นักเตะออกจากสนามขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสินในสนามล้วน ๆ ทำให้ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการสื่อสารกับนักเตะที่พูดคนละภาษาจนมักเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน จนกระทั่ง เคน แอสตัน (Ken Aston) เปาเชิ้ตดำชาวอังกฤษที่เคยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1966 มาแล้ว สังเกตเห็นสัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนจาก สีเหลือง ซึ่งหมายถึงการเตือน ไปเป็น สีแดง ที่หมายถึงหยุด ขณะกำลังนั่งอยู่บนรถที่ติดอยู่บริเวณสี่แยก ทำให้เขาได้ไอเดียที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

แอสตัน ได้คิดค้นระบบการให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะเสนอให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) พิจารณาและอนุมัติในปี 1970 ก่อนจะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนักเตะที่ได้รับ ใบเหลือง เป็นคนแรก คือ เอฟเกนี ลอฟเชฟ (Evgeny Lovchev) ผู้เล่นทีมชาติสหภาพโซเวียต ในเกมนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 1970 ที่เจอกับเจ้าภาพเม็กซิโก ส่วน ใบแดง ต้องรอถึงฟุตบอลโลก ปี 1974 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้รับใบแดงคนแรกคือ คาร์ลอส คาสเซลี (Carlos Caszely) นักเตะทีมชาติชิลีในเกมพบกับเจ้าภาพเยอรมันตะวันตกนั่นเอง แต่การให้ ใบเหลือง-ใบแดง ก็ยังเป็นเพียงความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ตัดสินและนักเตะเท่านั้น ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกติกาสากล จนกระทั่งในปี 1992 ใบเหลืองและใบแดงจึงถูกบรรจุอยู่ในกฎกติกาสากลของฟุตบอลโดย ฟีฟ่า ซึ่งทุกสมาคมฟุตบอลและทุกลีกที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า จะต้องมีการใช้ใบเหลืองและใบแดงเสมอจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันมีค่ายเกมจำนวนมากหันมาพัฒนาเกมที่เคยได้รับความนิยมให้สามารถเล่นผ่านสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งการกลับมาของเกมอมตะหลายเกมเป็นที่ถูกใจนักเล่นเกมเป็นอย่างมากและสามารถโหลดมาเล่นได้ง่าย ๆ แต่การจะเล่นเกมอย่างมีอรรถรสได้นั้นจำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนที่สามารถประมวลผลภาพกราฟิกของเกมเหล่านั้นได้ โดยสมาร์ทโฟนที่สเปกแรงรองรับการเล่นเกมที่ต้องใช้การประมวลผลสูง มีดังนี้

Apple iPhone 11 Pro Max
หากพูดถึงสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและรองรับการเล่นเกมหนัก ๆ ต้องยอมรับว่า iPhone เป็นสมาร์ทโฟนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ช่วยระบายความร้อนได้ดีและทนทาน ขนาดเหมาะสมจับถนัดมือพร้อมความจุสูง ทำให้การโหลดเกมที่ต้องใช้หน่วยความจำสูงจึงไม่ใช่ปัญหา รวมถึงการแสดงผลของจอภาพให้สีที่สวยงาม มีความคมชัด ช่วยให้เล่นเกมได้โดยไม่สะดวก ปรับสเปกภาพสูงสุดได้และไม่ทำให้เกมกระตุก

realme X50 5G
น้องใหม่สเปกแรงแซงหน้าแบรนด์ดังหลายแบรนด์ หน้าจอกว้าง 6 นิ้วชิปเซตรองรับการประมวลผลเกมหนัก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ชาร์จแบตเต็มเร็วได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ทำให้คอเกมสามารถสนุกไปกับเกมฮิตได้โดยไม่สะดุด มาพร้อมลำโพงคู่ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูหนัง ฟังเพลงและเล่นเกมให้ระทึกใจมากขึ้น ระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องทำได้เป็นอย่างดีไม่ทำให้เครื่องร้อนแม้เล่นเกมอย่างหนักหน่วง

Samsung Galaxy Note 20 Ultra
แบรนด์ซัมซุงสามารถพัฒนาสเปกเครื่องให้รองรับการใช้งานที่ครอบคลุมได้อยู่เสมอ ซึ่งในรุ่น Note 20 ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม สีสันสวยงามหรูหรา หน้าจอแสดงผลให้สีสันที่สวยงามความละเอียดสูง พร้อมลำโพงที่สามารถปล่อยพลังเสียงสเตอริโอทรงพลัง สามารถประมวลผลได้เร็วทันใจ มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเล่นเกมต่อเนื่องยาวนาน

OPPO Reno 4
แบรนด์ออปโป้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปที่ให้แสงและสีที่ดูสวยงามเป็นธรรมชาติพร้อมลูกเล่นใหม่ ๆ ซึ่งในรุ่น Reno4 ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาบาง ไม่ทำให้เมื่อยมือแม้จะเล่นเกมติดต่อกันต่อเนื่อง และยังได้พัฒนาระบบการประมวลผลให้มีความรวดเร็วมากขึ้น แบตเตอรี่มีความจุสูงและรองรับการชาร์จไว

Xiaomi Mi 10 Ultra
ออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แข็งแรงและทนทานสูง ระบบประมวลผลรวดเร็วฉับไวพร้อมแสดงผลจอภาพที่มีความละเอียดสูง มาพร้อมความจุของแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานยาวนานและสามารถชาร์จใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำให้คอเกมต้องประสบปัญหาหลุดออกจากเกมกะทันหัน

สมาร์ทโฟนทั้ง 5 รุ่น เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อให้มีสเปกการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและเอ็นเตอร์เทน ในราคาเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นต้น ๆ

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด
notebook written work from home text with stationary

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่มีสถานการณ์ไวรัสโควิดระบาด ก็ทำให้หลายองค์กรได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของพนักงานจำนวนมาก โดยให้ทำงานที่บ้าน หรือ work from home

เรามาดูกันว่าวิธีนี้จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. ลดความเสี่ยงในการติดโรค

ในช่วงไวรัสโควิดระบาด เราทุกคนต้องรักษาระยะห่างตามหลักการ Social Distance การที่คนส่วนใหญ่ได้โอกาสทำงานจากที่บ้าน ประชุมและส่งงานทางอีเมล จึงเป็นทางออกที่ดีในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคเข้าสู่ตัวเอง และยังป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโควิดมาสู่คนอื่นในครอบครัวด้วย

  1. เพิ่มประสิทธิภาพได้ผลงานมากขึ้น

ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น มาจากพนักงานแต่ละคนไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางอย่างแต่ก่อน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญปัญหารถติดนาน 1-2 ชั่วโมง จึงเท่ากับมีเวลาในการทำงานได้มากขึ้นถึงวันละ 2-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว การทำงานที่บ้านจึงช่วยให้องค์กรได้ผลผลิตงานมากขึ้นกว่าเดิม

  1. พนักงานมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น

เมื่อได้โอกาสทำงานที่บ้าน พนักงานที่มีลูกวัยเรียนที่ได้รับอนุญาตให้เรียนออนไลน์ในช่วงเดียวกันนี้ ก็จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น มีกิจกรรมในครอบครัว ทั้งการสอนการบ้าน การเล่นกีฬา การร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ โดยรวมจึงทำให้ทุกคนมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันแน่นแฟ้นขึ้น และลดความเครียดลงได้

  1. ลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทได้

เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ทางบริษัทจึงลดค่าใช้จ่ายได้หลายส่วน เช่น ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าน้ำ ค่าไฟ หากเป็นองค์กรขนาดเล็กที่ต้องเช่าออฟฟิศ ก็ยังตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อีก จึงเป็นการลดต้นทุนธุรกิจไปได้อย่างมาก

  1. ลดจำนวนคนว่างงาน

เมื่อบริษัทหาทางออกให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ จึงทำให้มีเงินทุนสำรองเพื่อทำธุรกิจต่อได้นานขึ้น ลดโอกาสที่จะต้องเสี่ยงปิดกิจการและปลดพนักงาน เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

  1. มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

การออกกำลังกายเพียงวันละ 30 นาที สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่ทำงานออฟฟิศแทบจะไม่มีเวลาในการออกกำลังกายเลย เพราะมีความเหนื่อยสะสมจากการเดินทาง เมื่อได้ทำงานจากที่บ้านจึงทำให้ทุกคนสามารถแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย เช่น การเดิน เดินเร็ว วิ่ง กระโดดเชือก เล่นโยคะ ฯลฯ จึงมีสุขภาพดีขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้านมีประโยชน์หลายด้านในช่วงเวลานี้ ขอเพียงทุกคนตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 ระบาดที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกไปได้อย่างแน่นอน

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดี

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดี

คนส่วนใหญ่เมื่อรูปร่างได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมจากที่เคยผอมก็กลายเป็นคนอ้วนก็จะเกิดความเครียด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กังวล เพราะคนอ้วนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เกิดความเครียดเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน

ไม่พูดลบกับตัวเอง

คนที่เกิดความเครียดเมื่อมีรูปร่างอ้วน มักจะเปรียบเทียบกับคนอื่น ด้วยการพูดลบกับตัวเองว่า “ทำไมคนนั้นผอมจังเลยแล้วทำไมเราอ้วนจัง” ส่งผลให้สูญเสียความมั่นใจ ในทางตรงข้ามคนอ้วนที่อารมณ์ดีหรือมีชีวิตชีวาจะเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยการหาข้อดีและหัดชมตัวเองแล้วหันมาพัฒนาข้อดียิ่งขึ้นไป เช่น การพัฒนาภายนอกอาจจะเป็นการแต่งตัวให้เหมาะสมกับตัวเอง เขาจึงไม่เกิดความรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นที่ผอมเพรียวแต่อย่างใด

ยอมรับว่า “อ้วน”

การยอมรับในสิ่งที่เป็นหรือรูปร่างที่อ้วนท้วม ย่อมสร้างความสุขและยิ้มได้ง่ายเพราะเป็นการบ่งบอกว่ารักตัวเอง ถึงแม้ว่าคนอื่นจะพูดออกจากปากคำว่า ‘อ้วน’ ก็ไม่ใช่ปัญหาหรือกระทบจิตใจแม้แต่น้อย บางคนก็ควบคุมอารมณ์โกรธได้และขอบคุณคนที่พูดอย่างนั้นออกไปด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นการเรียนรู้ให้มีความเข้มแข็งขึ้นหรือมีความฉลาดทางอารมณ์ เพราะฉะนั้น การยอมรับว่า “อ้วน” จึงบ่งบอกว่า คนเราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าจะมีความสุขหรือไม่ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นแต่อย่างใด

ความอ้วนไม่ใช่สิ่งล้มเหลวในชีวิต

คนอ้วนที่เครียดมักจะคิดว่า ความอ้วนเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตจนทำให้สูญเสียความมั่นใจ ในทางตรงข้ามคนอ้วนที่อารมณ์ดีมักจะมีทัศนคติที่ว่า ความอ้วนไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตล้มเหลว เพราะยังมีหลายสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จหรือสร้างความภาคภูมิใจได้ แม้จะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยก็ตาม เช่น แทงบอลเต็ง บอลสเต็ป ชนะเดิมพัน หมายความว่า มีการดูแลเอาใจใส่และรับผิดชอบความฝันของตัวเองให้มากที่สุด ในแบบที่ไม่ใช่การใช้ชีวิตไปวัน ๆ

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดีจากที่เราได้ดังกล่าวข้างต้น ก็จะช่วยให้คนอ้วนบางส่วนที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างได้ปรับทัศนคติได้ดีขึ้น จนสามารถใช้ชีวิตในประจำวันอย่างมั่นใจ เพราะฉะนั้น หลีกเลี่ยงการมีทัศนติที่ไม่ดี เนื่องจากจะทำให้บั่นทอนจิตใจซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอ้วนหรือจะผอม ก็ไม่จำเป็นเท่ากับการมีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น จึงควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือ ครบ 5 หมู่ และเลือกอาหารที่ปรุงแต่งน้อยที่สุด โดยเฉพาะปลา ผักและผลไม้ นอกจากนี้ให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอในแต่ละวัน รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ออกซิเจนหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลเด็กทารกเป็นเรื่องต้องใส่ใจรายละเอียดและฝึกฝน โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่มือใหม่ เมื่อมีลูกคนแรกก็จะยิ่งตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจให้พ่อแม่มือใหม่ได้ทราบว่า การดูแลทารกหลังคลอดต้องให้ความสำคัญกับประเด็นใดบ้าง

  1. การอุ้มลูก

แม้ทารกที่คลอดออกมาแล้ว ร่างกายจะดูสมบูรณ์ปกติ แต่ยังมีส่วนของข้อต่อที่อ่อนแออยู่ โดยเฉพาะช่วงระหว่างลำตัวกับศีรษะ การอุ้มลูกจึงต้องใช้อุ้งมือหรือฝ่ามือประคับประคองช่วงคอของลูกไว้ให้ดี อย่าให้เด็กคอพับ รวมถึงไม่ควรแกว่งหรืออุ้มชูเด็กสูงเกินไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

  1. การให้นมลูก

วิธีให้นมทารกที่ถูกต้อง จะต้องให้ปากของทารกครอบอยู่ตรงหัวนม ให้คางของลูกแนบติดกับเต้านมแม่ ซึ่งการให้นมลูกจากเต้ามารดา จะทำให้เด็กได้รับความอบอุ่นและได้รับประโยชน์จากน้ำนมแม่มากกว่าการให้เด็กดื่มนมจากขวดนม

  1. การไล่ลม

หลังจากดื่มนมแล้ว เด็กอาจมีกระบวนการย่อยนมไม่สมบูรณ์ มีลมดันในท้อง ทำให้ไม่สบาย งอแงอย่างไม่ทราบสาเหตุ พ่อแม่ต้องอุ้มลูกพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เพื่อให้เรอออกด้วย

  1. การอาบน้ำให้ลูก

ไม่ควรเอาลูกวัยทารกลงไปนอนแช่ในอ่างน้ำ ควรเริ่มจากการใช้ฟองน้ำเนื้อนุ่มหรือผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วลูบไปตามตัว เมื่อสายสะดือหลุดหลังจากเด็กอายุได้ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยนำทารกลงอาบในอ่างน้ำได้ เพราะในระยะนี้โอกาสติดเชื้อผ่านทางสายสะดือจะน้อยลงมากแล้ว

  1. การจัดท่านอน

ท่านอนทารกที่ปลอดภัยที่สุด คือ การนอนหงาย เพราะถ้าให้เด็กทารกนอนคว่ำหน้า จะเสี่ยงต่อการถูกหมอนหรือผ้าปิดจมูกทำให้หายใจไม่ออก แล้วเกิดโรคไหลตายในทารกได้หรือที่เรียกว่าโรค SIDS หรือ Sudden Infant Death Syndrome และนอกจากนี้ ยังต้องเลือกชนิดของเนื้อผ้า ไม่หนาเกินไป หรือสวมหลายชั้นจนทำให้เด็กอึดอัดด้วย

  1. การสัมผัสทารก

เด็กทารกต้องการให้พ่อแม่กอดหรืออุ้มอย่างใกล้ชิดเกือบตลอดเวลา พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องระมัดระวังเรื่องของความสะอาด คือ การล้างมือหรืออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากทำงานก่อน แล้วค่อยเล่นกับลูก หากมีสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่ ต้องระมัดระวังไม่ให้เข้าใกล้เด็ก เพราะทารกจะได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มือสอง ที่ติดมาตามเสื้อผ้าและจากลมหายใจของผู้ใหญ่ได้

การดูแลทารกหลังคลอดเป็นเรื่องที่ต้องสนใจรายละเอียดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมาก ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีลูก ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลทารก เพื่อการดูแลสุขอนามัยของลูกได้อย่างดียิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

เราอาจจะเคยได้ยินว่ามีคนดื่มนมวัวแล้วมีอาการท้องเสียท้องอืดอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่าเป็นอาการแพ้นมวัว ที่จริงแล้วนั่นอาจเป็นการแพ้น้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนมวัว อาการนี้จะเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ เราได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์มาให้ดูกัน ดังนี้

โดยปกติแล้วในนมวัวมีน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เรียกว่า น้ำตาลแลคโตส เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหากับการดื่มนมวัวเพราะภายในลำไส้จะมีมีเอนไซม์สำหรับย่อยน้ำตาลชนิดนี้ ชื่อว่า เอนไซม์แลคเตส โดยจะย่อยน้ำตาลแลคโตสให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กเดี่ยวที่ดูดซึมได้ 2 ชนิด ชื่อว่าน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลกาแลคโตส จึงไม่มีปัญหาท้องอืดท้องเสียหลังการดื่มนมวัว

แต่ผู้ที่มีอาการแพ้นมวัวอันมาจากการขาดเอนไซม์แลคเตส จะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ เมื่อดื่มนมวัวเข้าไป จึงย่อยยากหรือย่อยไม่หมดและเกิดการตกค้างในลำไส้ แล้วเกิดแก๊สตามมา จนรู้สึกท้องอืดไม่สบายท้องและท้องเสียตามมา

ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากแม่สู่ลูก
  2. เกิดจากมารดาที่ดื่มนมวัวมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์
  3. เกิดหลังจากมีภาวะติดเชื้อในลำไส้ เช่น เป็นโรคกระเพาะอักเสบ โรคลำไส้อักเสบแบบเรื้อรัง
  4. เกิดภายหลังจากการรักษาโรคบางอย่าง เช่น รักษามะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เมื่อคาดว่าคนในครอบครัวหรือตัวเองมีอาการแพ้นมวัวหรือแพ้น้ำตาลแลคโตส ทางที่ดีคือควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยละเอียด เพราะอาการแพ้แลคโตสมีความคล้ายคลึงกับโรคในระบบทางเดินอาหารอีกหลายชนิด จึงควรตรวจให้ละเอียด โดยปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำวิธีการลดปัญหาความรุนแรงจากการแพ้น้ำตาลแลคโตส โดยให้เริ่มจากการปรับลดปริมาณนมวัวที่ดื่ม ให้จิบเล็กน้อยก่อน เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับสมดุลในลำไส้ แต่ถ้าทดลองแล้วไม่สามารถดื่มได้ ให้เปลี่ยนชนิดนมคือ เลือกดื่มนมถั่วเหลืองแทน

กรณีที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตสอย่างรุนแรง ต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากนมวัวหรือนมแพะด้วย เช่น ชีส ไอศครีม เนยแข็ง และเมนูอาหารบางรายการ เช่น พิซซ่า ขนมปังที่มีนมวัว เนยและชีส เป็นต้น ในด้านการดูแลสุขภาพของผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพิ่มเติมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน โดยแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมธรรมชาติในปริมาณสูง คือ ผักใบสีเขียวเข้ม คะน้า บรอกโคลี ถั่ว เมล็ดอัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต ปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบ เป็นต้น

เราหวังว่า บทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจต้นเหตุของปัญหาแพ้นมวัวหรือแพ้น้ำตาลแลคโตสได้ดีขึ้น และลองนำเทคนิคแก้ปัญหาแพ้นมวัวไปใช้ เพื่อการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ลงทุนในยุค 2020 ต้องมีหลักการคิดอย่างไร

ลงทุนในยุค 2020 ต้องมีหลักการคิดอย่างไร

ลงทุนในยุค 2020 ต้องมีหลักการคิดอย่างไร

การลงทุนในปัจจุบันต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายส่วน เพื่อให้คุณลดความเสี่ยงต่อภาวะขาดทุน เพิ่มโอกาสแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่งที่อยู่ในประเภทสินค้าและบริการเดียวกัน และยังประหยัดระยะเวลาในการก้าวสู่ความสำเร็จของชีวิตด้วย เรามาดูกันว่า ต้องมีหลักการคิดอย่างไรเพื่อการลงทุนที่ดีในปี 2020

  1. ลงทุนด้านความรู้

ก่อนเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ร่วมหุ้นกับใคร หรือแม้แต่การตัดสินใจลงทุนด้านการเงิน เช่น ซื้อหุ้นหรือกองทุน ควรต้องศึกษาจากหนังสือ คอลัมน์วิเคราะห์ข่าว รวมถึงการลงเรียนคอร์สออนไลน์ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งแบบฟรีและต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม หากคุณมีเงินทุนและเวลาจำกัด ต้องใส่ใจพิจารณาด้านความคุ้มค่าในการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทุกครั้ง

  1. แหล่งเงินทุนทำธุรกิจ

หากคุณมีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับการลงทุนและเผื่อขาดทุนได้นาน 1 ปี ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้องค์กรใดจากการกู้ไปลงทุนทำธุรกิจ แต่หากจำเป็นต้องกู้เงิน ไม่ควรกู้เงินนอกระบบโดยเด็ดขาด แม้จะได้เงินง่ายและเร็วเพียงใด เพราะดอกเบี้ยจะคิดในอัตราสูงและในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน คุณอาจประสบปัญหาในการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยได้

ทางที่ดี คือควรใช้หลักทรัพย์ของตนเอง เช่น บ้าน คอนโด ที่ดิน รถยนต์ ฯลฯ ในการกู้เงินจากสถาบันทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือในปี 2020 คุณสามารถลองเขียนแผนธุรกิจเพื่อยื่นขอเงินมาลงทุน โดยติดต่อกับสถาบันการเงินที่รัฐบาลสนับสนุนการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ได้ตั้งแต่วันนี้

  1. ประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของตนเองก่อน

ก่อนทำธุรกิจหรือลงทุนในตลาดหุ้น จำเป็นต้องพิจารณาว่า ความถนัด ความชื่นชอบ และการจัดสรรเวลาในแต่ละวันของคุณเหมาะกับธุรกิจประเภทใดบ้าง หากคุณเลือกลงทุนทำธุรกิจหมวดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือที่เรียกว่า Red Ocean คุณจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก ในการมองหาว่าตัวเองมีจุดแข็งตรงไหน จึงจะแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่นได้ หรือคุณมีจุดอ่อนตรงไหนที่คุณจะต้องเสริมอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้แบรนด์สินค้าและบริการของคุณแข็งแรงยิ่งขึ้น

แม้แต่กรณีที่คุณอยู่ในธุรกิจที่มีอัตราการแข่งขันกันน้อย เช่น เป็นงานที่ต้องมีความสามารถเฉพาะด้าน คุณก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะปัจจุบันวิทยาการเทคโนโลยีก้าวไกลมาก ในไม่ช้าก็จะมีคู่แข่งที่สามารถตามคุณได้ทัน คุณจึงต้องพัฒนาตัวเองและสร้างธุรกิจให้ก้าวทันยุคสมัยอยู่เสมอ

จะเห็นได้ว่า ก่อนจะลงทุนทำกิจการใด ๆ ก็ตาม ต้องศึกษาหาความรู้ วิเคราะห์ตัวเอง และไม่หยุดนิ่งที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมในภาวะตลาดที่ผันผวน ฯลฯ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการมองอย่างรอบด้านและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้การลงทุนทุกอย่างประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นด้วย

อยากมีรายได้เสริมช่วงโควิด-19 ระบาด ทำได้จากที่บ้าน

อยากมีรายได้เสริมช่วงโควิด-19 ระบาด ทำได้จากที่บ้าน

อยากมีรายได้เสริมช่วงโควิด-19 ระบาด ทำได้จากที่บ้าน

การสร้างรายได้ดูเหมือนจะมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ไวรัสโควิดระบาดตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากทุกคนจะต้องรักษาระยะห่างระหว่างการตามหลักการ Social Distance และระบบเศรษฐกิจก็มีภาวะฝืดเคืองตกต่ำอย่างมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศอย่างเคย แม้แต่คนไทยด้วยกันเองก็ต้องประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์ การใช้จ่ายจึงลดลง

ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องมองหาช่องทางหารายได้จากที่บ้าน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. การรับจ้างเขียนบทความออนไลน์

เป็นทางออกง่ายที่สุดที่เราทุกคนสามารถทำได้ โดยไม่ต้องลงทุน เพียงแค่มีอุปกรณ์คือ โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กคุณก็สามารถที่จะรับจ้างเขียนบทความ เพื่อให้เว็บไซต์ต่าง ๆ นำไปใช้ประกอบการทำธุรกิจออนไลน์ ตามระบบ SEO ที่ Google ใช้ประเมินคุณภาพเว็บไซต์ จากการอัปเดตบทความสม่ำเสมอ มีผู้ต้องการว่าจ้างนักเขียนสาขาต่าง ๆ มากมาย

หากคุณสนใจ ลองเข้าไปในกลุ่ม Facebook หรือพิมพ์ในช่อง search ของ Google ด้วยคำว่า รับจ้างเขียนบทความ เขียนบทความออนไลน์ ฟรีแลนซ์เขียนบทความ ก็ได้ แล้วขอสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือเว็บไซต์เหล่านั้น แล้วคุณจะมีโอกาสพบกับนายจ้างที่ต้องการซื้อบทความจากหลากหลายบริษัท และถ้าคุณถนัดการเขียนบทความภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ก็จะยิ่งได้ค่าตอบแทนสูงขึ้นหลายเท่าตัวด้วย

  1. อัดคลิปเป็น youtuber

youtuber เป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คุณไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อะไรมากมายนอกจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ แค่อัปเดตคลิปที่น่าสนใจ อาจจะเป็นการร้องเพลง ทำภาพอนิเมชั่นสนุก ๆ หรือถ่ายภาพเรื่องราวความประทับใจในครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง สุนัข แมว รีวิวร้านอาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ฯลฯ

จากนั้นเมื่อเริ่มมีผู้ชมมากขึ้น ก็สามารถเปิดสร้างรายได้ใน YouTube คุณก็สามารถที่จะมีเงินแบบ Passive Income เข้าสู่กระเป๋าได้ในไม่ช้า ทั้งนี้ โอกาสประสบความสำเร็จในระยะยาวจะยิ่งสูง ถ้าคุณมีความสม่ำเสมอในการอัปโหลดคลิปใหม่บ่อย ๆ ด้วย

  1. ขายรูปภาพออนไลน์

การส่งภาพถ่ายที่มีคุณภาพดีหรืออาจจะเป็นภาพเวกเตอร์ที่คุณใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้าง โดยไม่ได้ไปลอกเลียนลิขสิทธิ์ของคนอื่น ไปยังเว็บไซต์ขายภาพของต่างประเทศ เช่น shutterstock, 123RF, Fotolia, iStockฯลฯ ถ้าภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คุณก็สามารถเริ่มจำหน่ายสร้างรายได้จากการดาวน์โหลด โดยลูกค้าของเว็บไซต์ที่สนใจต้องการใช้ภาพนำคุณไปประกอบในเว็บไซต์ทางธุรกิจ เขียนบทความออนไลน์ ทำเอกสารสิ่งพิมพ์รูปแบบต่าง ๆ จะต้องจ่ายตามอัตราที่เว็บไซต์กำหนด ทั้งนี้ หากคุณมีความสามารถในการถ่ายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ คุณอาจจะได้รับการติดต่อเป็นส่วนตัว เพื่อการจ้างงานเฉพาะกิจด้วยก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่า การสร้างรายได้ในยุคไวรัสโควิดระบาดนี้มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณถนัดแบบไหน ให้พิจารณาจากสิ่งที่คุณชื่นชอบ แล้วต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงกับระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการสร้างรายได้เข้าสู่กระเป๋า นี่จะเป็นทางรอดที่ทำให้คุณมีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน จนกว่าจะผ่านพ้นวิกฤตโควิดได้

ประโยชน์ 10 ประการของกล้วย ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน

ประโยชน์ 10 ประการของกล้วย ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน

ประโยชน์ 10 ประการของกล้วย ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน

กล้วยเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินนานาชนิด กล้วย 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรี่ อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และวิตามินซี ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้กล้วยยังเป็นแหล่งน้ำตาลธรรมชาติมากถึง 3 ชนิด ได้แก่ กลูโคส ซูโครส ฟรุกโตส และเส้นใยอาหาร ซึ่งเรามีประโยชน์ดี ๆ 10 ประการจากกล้วยมาฝากกัน

1.ช่วยให้นอนหลับสบาย เพราะกล้วย อุดมไปด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญในการสร้างสารเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย การรับประทานกล้วย 1 ผล หลังอาหารเย็น หรือก่อนนอน จะช่วยทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้น

2.รักษาอาการท้องผูก เพราะในกล้วยมีทั้งโพรไบโอติกส์ที่ช่วยผลิตแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบขับถ่าย แถมยังมีฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวมากขึ้น

3.ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกิน วิตามิน B1 และ B2 ในกล้วยจะช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน พร้อมทั้งเสริมคาร์โบไฮเดรตชนิดดีให้กับร่างกาย อีกทั้งมีใยอาหารหรือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร กล้วยก็จะทำหน้าที่ดูดซับน้ำและพองตัวทำให้รู้สึกอิ่มได้นานมากขึ้น

4.ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูก สารฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ ในกล้วยมีคุณสมบัติเหมือนใยอาหารละลายน้ำได้ ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมและวิตามินจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ดี หากรับประทานอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ระบบทางเดินอาหาร ควบคุมระดับไขมัน และคอเรสเตอรอลในเลือด ปรับสมดุลไขมันไตรกลีเซอไรด์ให้ลดลง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว และโรคหัวใจขาดเลือด

5.ช่วยรักษาอาการไมเกรน เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อโครงสร้างของกระดูก การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด จึงช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนลงได้

6.ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง สารโพแทสเซียมที่มีอยู่สูงในกล้วยเป็นสารสื่อประสาทที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้แข็งแรง ช่วยปรับสมดุลของเหลวร่างกายและเสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อ ด้วยเหตุนี้การรับประทานกล้วยจึงก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

7.ช่วยบำรุงสายตา เนื่องจากกล้วยมีวิตามิน A เบต้าแคโรทีน และอัลฟาแคโรทีนสูง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทตา จึงช่วยป้องกันอาการตาพร่าและบำรุงสายตาให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

8.ช่วยลดอาการโรคโลหิตจาง กล้วยมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งธาตุเหล็กมีหน้าที่ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกำจัดโลหะหนักที่เป็นพิษออกจากร่างกาย ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9.ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต โพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะทำงานร่วมกับโซเดียมในการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกายและทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ช่วยให้การส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองทำได้ดี และยังช่วยกำจัดของเสียออกทางปัสสาวะ ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตในร่างกาย

10.ช่วยลดอาการท้องเสีย เพราะกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าจุลินทรีย์โปรไบโอติกในลำไส้ ช่วยให้จุลินทรีย์ชนิดดีเพิ่มจำนวนขึ้น และทำหน้าที่ลดอาการท้องเสีย นอกจากนี้สารแทนนินในกล้วยน้ำว้าดิบ ยังช่วยยับยั้งการทำงานของเชื้อแบคทีเรีย แก้อาการท้องร่วง ท้องเสียได้ และรักษาโรคกระเพาะได้เป็นอย่างดี

นอกจากประโยชน์ 10 ประการข้างต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ก้าน ใบ หัวปลีฯลฯ ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย กล้วยดีมีประโยชน์เยอะ แถมยังราคาไม่แพง มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี รีบชวนกันมารับประทานกล้วย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ