3 ข้อดีของการเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ในยุคโควิด-19

3 ข้อดีของการเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ในยุคโควิด-19

หากพูดถึงอาชีพยอดนิยมในยุคโควิด-19 แน่นอนว่าต้องเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะนอกจากปลอดภัยไม่เสี่ยงแล้ว ยังสอดคล้องความต้องการผู้บริโภคที่ไม่อยากออกจากบ้าน และอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับสายออกกำลังกาย คือ เทรนเนอร์ออนไลน์ เพราะหลายคนต้องการออกกำลังกายและได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งการใช้บริการเทรนเนอร์สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ และในยุคที่อาชีพเทรนเนอร์ออนไลน์เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพ ลองมาดูกันว่าอาชีพนี้มีข้อดีอย่างไรจึงเหมาะต่อการเป็นตัวเลือกหนึ่งในยุคโควิด-19 ระบาด

1.หมดห่วงเรื่องสถานที่ เพราะออกกำลังกายที่ไหนก็สะดวก
หากเป็นเมื่อก่อนนี้การสอนออกกำลังกายแต่ละครั้งต้องให้ความสำคัญเรื่องสถานที่เป็นอันดับต้น ๆ โดยสถานที่ยอดนิยมต้องยกให้กับฟิตเนส แต่ในยุคที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้ฟิตเนสหลายแห่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ บวกกับมาตรการเว้นระยะห่าง การสวมบทเทรนเนอร์ออนไลน์จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเพียงหาพื้นที่โล่งก็สามารถสอนออกกำลังกายได้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือสวนสาธารณะก็สามารถสอนออนไลน์ได้อย่างสบาย ๆ หมดห่วงเรื่องสถานที่ไปได้เลย

2.ยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ไม่เพียงแต่หมดห่วงเรื่องสถานที่แล้วยังไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา เพราะเทรนเนอร์ออนไลน์สามารถทำงานได้ทุกเวลา เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเปิดปิดยิม ทำให้ตกลงเวลากับอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะช่วงเช้า ช่วงสาย ช่วงบ่าย ช่วงเย็น หรือช่วงค่ำ หากทั้งสองฝ่ายสะดวกช่วงเวลาเดียวกันก็ไร้ปัญหา แถมยังไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อย ไม่ต้องต่อคิวรอใช้อุปกรณ์ ทำให้การสอนออกกำลังกายออนไลน์ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องเวลา ตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาได้เป็นอย่างดี

3.สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพ
ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกายแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ยิ่งปัจจุบันเทรนด์ดูแลสุขภาพมาแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยกลุ่มคนรักสุขภาพต่างหันมาให้ความสำคัญทั้งการเลือกทานอาหารหรือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความฟิตทั้งภายนอกและภายใน การสวมบทเทรนเนอร์ออนไลน์จึงตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพได้พอดี นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องพึ่งโลกออนไลน์เป็นหลัก การเรียนออกกำลังกายโดยไม่ต้องไปยิมจึงเป็นตัวเลือกน่าสนใจ

สำหรับใครที่เป็นนักออกกำลังกายตัวยง มีเทคนิคการออกกำลังกายที่อยากแบ่งปัน หรือประกอบอาชีพเทรนเนอร์อยู่ก่อนแล้ว ในยุคที่โควิด-19 ระบาดและกำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้ สามารถเลือกเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ หรือหากใครมีความถนัดด้านอื่นอาจเลือกเป็นติวเตอร์ออนไลน์ เพื่อแบ่งปันความรู้ในช่วงกักตัวอยู่บ้าน นอกจากได้ฝึกฝนวิชาแล้ว ยังอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อาชีพเสริมที่คนนิยมทำในปี 2021

อาชีพเสริมที่คนนิยมทำในปี 2021

ในช่วงปี 2020-2021 ที่ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดนั้น การทำอาชีพเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากงานประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะตกงานหรือถูกปลดจากบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว ก็ต้องหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้มาทดแทน เรามาดูกันว่ามีอาชีพเสริมอะไรบ้างที่ยังทำได้ในปีนี้

1.ทำฟาร์มผักปลอดสารพิษ
ผักปลอดสารพิษยังเป็นที่นิยมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพียงมีพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ หากจัดสรรได้ดี คุณก็สามารถปลูกผักสวนครัวหรือผักสลัด เช่น มะเขือเทศ ผักกาดขาว ต้นหอม ผักชี ถั่วงอก ฯลฯ เพื่อการจำหน่ายแบบออนไลน์ ส่งร้านค้าใกล้บ้าน หรือนำมาประกอบอาหารด้วยตัวเองและจำหน่ายเป็นอาหารตามสั่งตามออเดอร์ทางเพจ Facebook ก็ได้

2.ทำเค้กและคุกกี้ออนไลน์
เค้กและคุกกี้เป็นขนมที่คนไทยและชาวต่างชาตินิยมรับประทานตลอดปี และในช่วงโควิดระบาดที่ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ตามหลักการ Social Distance ก็ทำให้มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย มองหาของกินอร่อยที่ชื่นชอบที่พร้อมจัดส่งถึงบ้าน หากคุณรักการทำขนมและหมั่นพัฒนาฝีมือ ทำเค้กและคุกกี้ให้สวยงามและอร่อย ก็สามารถเปิดรับออเดอร์ออนไลน์ได้รายได้เสริมเข้ามาเดือนละหลายพันหลายหมื่นบาทได้

3.เป็นแอดมินดูแลเพจ
ในช่วง 2020-2021 นั้น มีสถิติพบว่าธุรกิจออนไลน์มีการเติบโตอย่างมาก เพราะทุกคนต่างหันมาซื้อของผ่านทางระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น จึงมีเพจ facebook จำนวนไม่น้อยที่ประกาศรับสมัครแอดมิน ช่วยตอบคำถาม ดูแลงานหลังบ้านต่าง ๆ หากคุณมีความสามารถทางด้านไอทีและชอบบริการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ก็ควรลองสมัครทำดู อาจสร้างรายได้เสริมได้เดือนละหลายพันบาท

4.เป็นนักเขียนออนไลน์
ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับบทความจากนักเขียนอย่างไม่จำกัด โดยมีการให้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินตามกติกาที่แตกต่างกันไป หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ก็สามารถสร้างรายได้เสริมจากการเป็นนักเขียนได้ อาทิ บทความแนวแม่และเด็ก สาระเพื่อการดูแลสุขภาพ การ์ตูน นวนิยาย คําคมสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น

5.ทำช่อง YouTube
การสร้างรายได้ผ่านทางโฆษณาและการสมัครสมาชิกแบบพิเศษที่ YouTube พัฒนาขึ้นในระยะหลังนั้น เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของช่องยูทูปอย่างมาก หากคุณมีเรื่องราวที่อยากนำเสนอ หรือมีความสามารถเฉพาะทาง เช่น การทำอาหาร ผลิตชิ้นงานแนว DIY หรือมีสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก ก็สามารถทำคลิปอัปโหลดขึ้นช่อง YouTube เพื่อสร้างรายได้เสริมได้

จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหา แต่ก็ยังมีงานอีกหลายประเภทที่คุณสามารถทำได้ เพื่อสร้างรายได้เสริมมาชดเชยกับรายได้ประจำที่ขาดหายไป ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างต่อเนื่อง ก็จะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยาก

เคล็ดลับครอบครัวมีสุข ทำอย่างไรให้ชีวิตดีการงานรุ่ง

เคล็ดลับครอบครัวมีสุข ทำอย่างไรให้ชีวิตดีการงานรุ่ง

ความสุขในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์และเป็นสังคมใกล้ชิดตัวเราที่สุด หากสมาชิกทุกคนรักใคร่กลมเกลียวและมีสุขภาพดีจะเป็นครอบครัวที่สตรอง อบอุ่น อารมณ์ดี มีความมั่นคงทั้งกายและใจ เคล็ดลับความสุขของครอบครัวเกิดขึ้นได้จากการที่สมาชิกทุกคนพร้อมใจใช้เวลาร่วมกันอย่างเพียงพอ ปู่ย่าวัยเกษียณ พ่อแม่วัยทำงาน ลูกวัยเรียน ทุกคนควรเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและหน้าที่ของตนเอง

ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีความสุขได้ทุกวัน เราจึงมีเคล็ดลับสร้างความสุขภายในบ้านมาแนะนำกัน ดังนี้

1.แบ่งแยกเวลาทำงาน และเวลาที่อยู่กับครอบครัว
การแบ่งเวลาไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตในบ้านและหน้าที่การงานนอกบ้าน บางคนจริงจังกับงานจนสุดตัวทุ่มเทเวลาทั้งในและนอกบ้านเหมือนกับว่าชีวิตมีแต่เรื่องานเท่านั้น ทำให้ละเลยความสัมพันธ์กับครอบครัว แต่ก็มีบางคนห่วงภาระผูกพันกับครอบครัวจนละเลยความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน จำเป็นต้องแบ่งเวลาให้มีความสมดุลเพื่อให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นและทำงานประสบความสำเร็จด้วย

2.พูดคุยกันอยู่เสมอ
เมื่อครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีคำพูดก็เหมือนกับต่างคนต่างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย พ่อแม่ลูกควรถ่ายทอดความรู้สึกออกมาสื่อสารให้เข้าใจและรับฟังกันและกัน ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องใหญ่โตอะไร แค่บอกเล่าเรื่องชีวิตประจำวันให้รู้ว่าแต่ละคนทำอะไรบ้าง บ้านจะมีชีวิตชีวาขึ้นแน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดคือการจัดตารางเวลาให้มีกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น กินมื้อเย็นด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน ไปเดินเล่นหรือชวนกันออกกำลังกายเป็นครั้งคราว อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาเวลาให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่ถ้ามีโอกาสอยู่ด้วยกันควรพูดคุยสื่อสารใช้เวลาอย่างมีคุณภาพที่สุด

3.ไม่บังคับจิตใจกัน
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใด ๆ ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง เพราะถ้าฝืนบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ อาจทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ ไม่พอใจ และไม่สนับสนุนร่วมมือจริง ๆ ทำให้ฝ่ายที่ถูกบังคับรู้สึกว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงความต้องการคนอื่น แทนที่จะเป็นเรื่องดีกลับกลายเป็นโทษ หากทุกคนทำสิ่งที่อยากทำร่วมกัน แม้จะเป็นเวลาเพียง 10 นาทีต่อวัน ก็มีความสำคัญและได้ประโยชน์

4.ทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน
ในเวลาที่ชีวิตยากลำบากรุมเร้าด้วยปัญหารายได้ไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูงชักหน้าไม่ถึงหลัง บวกกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก ครอบครัวควรที่จะอยู่เคียงข้างกัน ช่วยเหลือกัน การสร้างความสุขนิสัยในครอบครัวต้องมองในเชิงบวกและสร้างสรรค์ เมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ช่วงเวลาที่ดีจะต้องนึกถึงกัน ไม่ทิ้งกัน โดยปกติการขอความร่วมมือจากลูกโตเป็นวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่เคยบ่มเพาะนิสัยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวมาก่อน ช่วงเวลาที่ทุกคนกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ลูกมีเวลานั่งกินข้าวเป็นครอบครัวบ่อยขึ้น มีโอกาสพูดคุยหัวข้อต่าง ๆ มากขึ้น กระตุ้นให้ทุกคนสื่อสารออกมา ไม่ให้คนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นคนวงนอก ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันไป อย่ากดดันหรือคาดหวังความสมบูรณ์แบบ จะทำให้ทุกคนเต็มใจช่วยให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น

คำแนะนำข้างต้นเป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ เพื่อทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นได้

เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

การออมเงินเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออายุยังน้อยอาจยังมองไม่เห็นความสำคัญของการออมเงินเพราะยังไม่รู้จักวิธีการหาเงิน แต่เมื่อถึงวัยทำงานทุกคนจะเข้าใจกับคำว่าออมเงินได้ดีขึ้นเพราะกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ยิ่งในแต่ละวันยังมีเรื่องที่ต้องให้ใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารหรือหากประสบอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงก็ยังต้องมีการใช้จ่ายเงินเพื่อรักษาพยาบาลอีก แล้วหากถึงวัยเกษียณแล้วยังไม่มีเงินออมสำรองล่ะ จะทำอย่างไร

ดังนั้นเพื่ออนาคตที่สดใสในวัยเกษียณเราจึงควรรู้จักวิธีการออมเงินที่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับการออมเงิน 5 ข้อ เพื่อให้มีเงินเหลือใช้ยามเกษียณกัน

1.เงินเดือนหาร 45 ความหมายคือได้เงินเดือนเท่าไหร่ให้นำ 45 มาหารออกจะทำให้เรารู้ว่าเราสามารถใช้เงินในแต่ละวันได้จำนวนเท่าไหร่ต่อเดือน ส่วนที่เกินจาก 30 วัน คือ 15 วันที่เหลือถือเป็นเงินที่เราออมในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 10,000 บาท / 45 เท่ากับเราใช้ได้ไม่เกินวันละ 222 บาท แทนที่จะเป็น 333 บาท (10,000 / 30) นั่นหมายความว่าเราจะมีเงินออม 1,665 บาท/เดือน (111 X 15)

2.ตั้งเป้าหมายในอนาคตให้ชัดเจน เช่น ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ 30% ของเงินเดือนเพื่อการซื้อบ้านในอนาคต ดังนั้นหากเราได้เงินเดือนมาต้องหัก 30% ของเงินเดือนมาเก็บออมไว้ ซึ่งต้องทำเป็นกิจจะลักษณะโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้เราสามารถซื้อบ้านได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้

3.สร้างวินัยการใช้เงิน หมายถึงการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนไว้ล่วงหน้าและปฏิบัติตามเป็นประจำ โดยทั่วไปจะแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วนคือ (1) 45% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ (2) 30% สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และ (3) 20% เก็บไว้เป็นเงินออม วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินออมในอัตราที่เท่ากันในแต่ละเดือน ซึ่งเดือนไหนเราใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นหรือชีวิตประจำวันไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็จะทำให้เรามีเงินออมมากขึ้นไปอีก

4.แยกบัญชีเงินเก็บให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้นำเงินที่ตั้งใจออมมาใช้จ่าย วิธีง่าย ๆ คือการเปิดบัญชีแบบเงินฝากประจำที่ห้ามถอนมาใช้หากยังไม่ถึงกำหนด จะทำให้เมื่อครบกำหนดถอนเงินจะเห็นเงินออมก้อนใหญ่ที่เราสะสมไว้

5.ทำเงินให้งอกเงย ด้วยการลงทุนในกองทุนหรือซื้อหุ้น ซึ่งดีกว่าการเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย จะลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว (LTF) ก็ได้ทั้งนั้น

สรุปคือเราไม่ควรมองข้ามเรื่องการเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามจำเป็นหรือในวัยเกษียณ โดยเฉพาะหากเกิดช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินในยามฉุกเฉินแล้วไม่ได้มีเงินสำรองไว้ ก็จะสร้างความยากลำบากต่อเรามาก ดังนั้นการมีเงินเก็บออมถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเหลือเราเมื่อยามจำเป็นได้

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือไม่ใช่แฟนฟุตบอลก็ย่อมจะรู้จักกติกาเบื้องต้นของกีฬาชนิดนี้อย่าง ใบเหลือง-ใบแดง ที่ผู้ตัดสินหรือกรรมการมักจะควักออกมาชูเด่นเป็นสง่าให้เห็นในการแข่งขันฟุตบอลแทบทุกนัด จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปในโลกฟุตบอล เพราะทุกการแข่งขันย่อมมีการละเมิดกติกาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าไอเดียการแจก ใบเหลือง-ใบแดง ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงยุค 1970 แถมยังเพิ่งถูกบรรจุอยู่ในกติกาสากลของฟุตบอลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 นี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกำเนิดของมันยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์พื้นฐานที่เห็นได้แทบทุกสี่แยก คือ สัญญาณไฟจราจร อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1970 กีฬายังไม่มีระบบการให้ ใบเหลือง-ใบแดง” แก่นักฟุตบอลที่เล่นผิดกติกาหรือเล่นรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยผู้ตัดสินมักจะตักเตือนด้วยคำพูดหากพบว่านักเตะเล่นรุนแรงหรือผิดกติกา ส่วนการไล่นักเตะออกจากสนามขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสินในสนามล้วน ๆ ทำให้ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการสื่อสารกับนักเตะที่พูดคนละภาษาจนมักเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน จนกระทั่ง เคน แอสตัน (Ken Aston) เปาเชิ้ตดำชาวอังกฤษที่เคยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1966 มาแล้ว สังเกตเห็นสัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนจาก สีเหลือง ซึ่งหมายถึงการเตือน ไปเป็น สีแดง ที่หมายถึงหยุด ขณะกำลังนั่งอยู่บนรถที่ติดอยู่บริเวณสี่แยก ทำให้เขาได้ไอเดียที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

แอสตัน ได้คิดค้นระบบการให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะเสนอให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) พิจารณาและอนุมัติในปี 1970 ก่อนจะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนักเตะที่ได้รับ ใบเหลือง เป็นคนแรก คือ เอฟเกนี ลอฟเชฟ (Evgeny Lovchev) ผู้เล่นทีมชาติสหภาพโซเวียต ในเกมนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 1970 ที่เจอกับเจ้าภาพเม็กซิโก ส่วน ใบแดง ต้องรอถึงฟุตบอลโลก ปี 1974 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้รับใบแดงคนแรกคือ คาร์ลอส คาสเซลี (Carlos Caszely) นักเตะทีมชาติชิลีในเกมพบกับเจ้าภาพเยอรมันตะวันตกนั่นเอง แต่การให้ ใบเหลือง-ใบแดง ก็ยังเป็นเพียงความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ตัดสินและนักเตะเท่านั้น ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกติกาสากล จนกระทั่งในปี 1992 ใบเหลืองและใบแดงจึงถูกบรรจุอยู่ในกฎกติกาสากลของฟุตบอลโดย ฟีฟ่า ซึ่งทุกสมาคมฟุตบอลและทุกลีกที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า จะต้องมีการใช้ใบเหลืองและใบแดงเสมอจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันมีค่ายเกมจำนวนมากหันมาพัฒนาเกมที่เคยได้รับความนิยมให้สามารถเล่นผ่านสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งการกลับมาของเกมอมตะหลายเกมเป็นที่ถูกใจนักเล่นเกมเป็นอย่างมากและสามารถโหลดมาเล่นได้ง่าย ๆ แต่การจะเล่นเกมอย่างมีอรรถรสได้นั้นจำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนที่สามารถประมวลผลภาพกราฟิกของเกมเหล่านั้นได้ โดยสมาร์ทโฟนที่สเปกแรงรองรับการเล่นเกมที่ต้องใช้การประมวลผลสูง มีดังนี้

Apple iPhone 11 Pro Max
หากพูดถึงสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและรองรับการเล่นเกมหนัก ๆ ต้องยอมรับว่า iPhone เป็นสมาร์ทโฟนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ช่วยระบายความร้อนได้ดีและทนทาน ขนาดเหมาะสมจับถนัดมือพร้อมความจุสูง ทำให้การโหลดเกมที่ต้องใช้หน่วยความจำสูงจึงไม่ใช่ปัญหา รวมถึงการแสดงผลของจอภาพให้สีที่สวยงาม มีความคมชัด ช่วยให้เล่นเกมได้โดยไม่สะดวก ปรับสเปกภาพสูงสุดได้และไม่ทำให้เกมกระตุก

realme X50 5G
น้องใหม่สเปกแรงแซงหน้าแบรนด์ดังหลายแบรนด์ หน้าจอกว้าง 6 นิ้วชิปเซตรองรับการประมวลผลเกมหนัก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ชาร์จแบตเต็มเร็วได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ทำให้คอเกมสามารถสนุกไปกับเกมฮิตได้โดยไม่สะดุด มาพร้อมลำโพงคู่ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูหนัง ฟังเพลงและเล่นเกมให้ระทึกใจมากขึ้น ระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องทำได้เป็นอย่างดีไม่ทำให้เครื่องร้อนแม้เล่นเกมอย่างหนักหน่วง

Samsung Galaxy Note 20 Ultra
แบรนด์ซัมซุงสามารถพัฒนาสเปกเครื่องให้รองรับการใช้งานที่ครอบคลุมได้อยู่เสมอ ซึ่งในรุ่น Note 20 ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม สีสันสวยงามหรูหรา หน้าจอแสดงผลให้สีสันที่สวยงามความละเอียดสูง พร้อมลำโพงที่สามารถปล่อยพลังเสียงสเตอริโอทรงพลัง สามารถประมวลผลได้เร็วทันใจ มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเล่นเกมต่อเนื่องยาวนาน

OPPO Reno 4
แบรนด์ออปโป้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปที่ให้แสงและสีที่ดูสวยงามเป็นธรรมชาติพร้อมลูกเล่นใหม่ ๆ ซึ่งในรุ่น Reno4 ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาบาง ไม่ทำให้เมื่อยมือแม้จะเล่นเกมติดต่อกันต่อเนื่อง และยังได้พัฒนาระบบการประมวลผลให้มีความรวดเร็วมากขึ้น แบตเตอรี่มีความจุสูงและรองรับการชาร์จไว

Xiaomi Mi 10 Ultra
ออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แข็งแรงและทนทานสูง ระบบประมวลผลรวดเร็วฉับไวพร้อมแสดงผลจอภาพที่มีความละเอียดสูง มาพร้อมความจุของแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานยาวนานและสามารถชาร์จใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำให้คอเกมต้องประสบปัญหาหลุดออกจากเกมกะทันหัน

สมาร์ทโฟนทั้ง 5 รุ่น เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อให้มีสเปกการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและเอ็นเตอร์เทน ในราคาเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นต้น ๆ

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด
notebook written work from home text with stationary

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่มีสถานการณ์ไวรัสโควิดระบาด ก็ทำให้หลายองค์กรได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของพนักงานจำนวนมาก โดยให้ทำงานที่บ้าน หรือ work from home

เรามาดูกันว่าวิธีนี้จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. ลดความเสี่ยงในการติดโรค

ในช่วงไวรัสโควิดระบาด เราทุกคนต้องรักษาระยะห่างตามหลักการ Social Distance การที่คนส่วนใหญ่ได้โอกาสทำงานจากที่บ้าน ประชุมและส่งงานทางอีเมล จึงเป็นทางออกที่ดีในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคเข้าสู่ตัวเอง และยังป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโควิดมาสู่คนอื่นในครอบครัวด้วย

  1. เพิ่มประสิทธิภาพได้ผลงานมากขึ้น

ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น มาจากพนักงานแต่ละคนไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางอย่างแต่ก่อน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญปัญหารถติดนาน 1-2 ชั่วโมง จึงเท่ากับมีเวลาในการทำงานได้มากขึ้นถึงวันละ 2-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว การทำงานที่บ้านจึงช่วยให้องค์กรได้ผลผลิตงานมากขึ้นกว่าเดิม

  1. พนักงานมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น

เมื่อได้โอกาสทำงานที่บ้าน พนักงานที่มีลูกวัยเรียนที่ได้รับอนุญาตให้เรียนออนไลน์ในช่วงเดียวกันนี้ ก็จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น มีกิจกรรมในครอบครัว ทั้งการสอนการบ้าน การเล่นกีฬา การร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ โดยรวมจึงทำให้ทุกคนมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันแน่นแฟ้นขึ้น และลดความเครียดลงได้

  1. ลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทได้

เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ทางบริษัทจึงลดค่าใช้จ่ายได้หลายส่วน เช่น ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าน้ำ ค่าไฟ หากเป็นองค์กรขนาดเล็กที่ต้องเช่าออฟฟิศ ก็ยังตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อีก จึงเป็นการลดต้นทุนธุรกิจไปได้อย่างมาก

  1. ลดจำนวนคนว่างงาน

เมื่อบริษัทหาทางออกให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ จึงทำให้มีเงินทุนสำรองเพื่อทำธุรกิจต่อได้นานขึ้น ลดโอกาสที่จะต้องเสี่ยงปิดกิจการและปลดพนักงาน เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

  1. มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

การออกกำลังกายเพียงวันละ 30 นาที สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่ทำงานออฟฟิศแทบจะไม่มีเวลาในการออกกำลังกายเลย เพราะมีความเหนื่อยสะสมจากการเดินทาง เมื่อได้ทำงานจากที่บ้านจึงทำให้ทุกคนสามารถแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย เช่น การเดิน เดินเร็ว วิ่ง กระโดดเชือก เล่นโยคะ ฯลฯ จึงมีสุขภาพดีขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้านมีประโยชน์หลายด้านในช่วงเวลานี้ ขอเพียงทุกคนตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 ระบาดที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกไปได้อย่างแน่นอน

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดี

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดี

คนส่วนใหญ่เมื่อรูปร่างได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมจากที่เคยผอมก็กลายเป็นคนอ้วนก็จะเกิดความเครียด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่กังวล เพราะคนอ้วนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เกิดความเครียดเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน

ไม่พูดลบกับตัวเอง

คนที่เกิดความเครียดเมื่อมีรูปร่างอ้วน มักจะเปรียบเทียบกับคนอื่น ด้วยการพูดลบกับตัวเองว่า “ทำไมคนนั้นผอมจังเลยแล้วทำไมเราอ้วนจัง” ส่งผลให้สูญเสียความมั่นใจ ในทางตรงข้ามคนอ้วนที่อารมณ์ดีหรือมีชีวิตชีวาจะเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยการหาข้อดีและหัดชมตัวเองแล้วหันมาพัฒนาข้อดียิ่งขึ้นไป เช่น การพัฒนาภายนอกอาจจะเป็นการแต่งตัวให้เหมาะสมกับตัวเอง เขาจึงไม่เกิดความรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นที่ผอมเพรียวแต่อย่างใด

ยอมรับว่า “อ้วน”

การยอมรับในสิ่งที่เป็นหรือรูปร่างที่อ้วนท้วม ย่อมสร้างความสุขและยิ้มได้ง่ายเพราะเป็นการบ่งบอกว่ารักตัวเอง ถึงแม้ว่าคนอื่นจะพูดออกจากปากคำว่า ‘อ้วน’ ก็ไม่ใช่ปัญหาหรือกระทบจิตใจแม้แต่น้อย บางคนก็ควบคุมอารมณ์โกรธได้และขอบคุณคนที่พูดอย่างนั้นออกไปด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นการเรียนรู้ให้มีความเข้มแข็งขึ้นหรือมีความฉลาดทางอารมณ์ เพราะฉะนั้น การยอมรับว่า “อ้วน” จึงบ่งบอกว่า คนเราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าจะมีความสุขหรือไม่ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นแต่อย่างใด

ความอ้วนไม่ใช่สิ่งล้มเหลวในชีวิต

คนอ้วนที่เครียดมักจะคิดว่า ความอ้วนเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตจนทำให้สูญเสียความมั่นใจ ในทางตรงข้ามคนอ้วนที่อารมณ์ดีมักจะมีทัศนคติที่ว่า ความอ้วนไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตล้มเหลว เพราะยังมีหลายสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จหรือสร้างความภาคภูมิใจได้ แม้จะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยก็ตาม เช่น แทงบอลเต็ง บอลสเต็ป ชนะเดิมพัน หมายความว่า มีการดูแลเอาใจใส่และรับผิดชอบความฝันของตัวเองให้มากที่สุด ในแบบที่ไม่ใช่การใช้ชีวิตไปวัน ๆ

3 ทัศนคติที่ทำให้คนอ้วนอารมณ์ดีจากที่เราได้ดังกล่าวข้างต้น ก็จะช่วยให้คนอ้วนบางส่วนที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างได้ปรับทัศนคติได้ดีขึ้น จนสามารถใช้ชีวิตในประจำวันอย่างมั่นใจ เพราะฉะนั้น หลีกเลี่ยงการมีทัศนติที่ไม่ดี เนื่องจากจะทำให้บั่นทอนจิตใจซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอ้วนหรือจะผอม ก็ไม่จำเป็นเท่ากับการมีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น จึงควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือ ครบ 5 หมู่ และเลือกอาหารที่ปรุงแต่งน้อยที่สุด โดยเฉพาะปลา ผักและผลไม้ นอกจากนี้ให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอในแต่ละวัน รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ออกซิเจนหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลทารกหลังคลอด ต้องใส่ใจอะไรบ้าง

การดูแลเด็กทารกเป็นเรื่องต้องใส่ใจรายละเอียดและฝึกฝน โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่มือใหม่ เมื่อมีลูกคนแรกก็จะยิ่งตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจให้พ่อแม่มือใหม่ได้ทราบว่า การดูแลทารกหลังคลอดต้องให้ความสำคัญกับประเด็นใดบ้าง

  1. การอุ้มลูก

แม้ทารกที่คลอดออกมาแล้ว ร่างกายจะดูสมบูรณ์ปกติ แต่ยังมีส่วนของข้อต่อที่อ่อนแออยู่ โดยเฉพาะช่วงระหว่างลำตัวกับศีรษะ การอุ้มลูกจึงต้องใช้อุ้งมือหรือฝ่ามือประคับประคองช่วงคอของลูกไว้ให้ดี อย่าให้เด็กคอพับ รวมถึงไม่ควรแกว่งหรืออุ้มชูเด็กสูงเกินไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

  1. การให้นมลูก

วิธีให้นมทารกที่ถูกต้อง จะต้องให้ปากของทารกครอบอยู่ตรงหัวนม ให้คางของลูกแนบติดกับเต้านมแม่ ซึ่งการให้นมลูกจากเต้ามารดา จะทำให้เด็กได้รับความอบอุ่นและได้รับประโยชน์จากน้ำนมแม่มากกว่าการให้เด็กดื่มนมจากขวดนม

  1. การไล่ลม

หลังจากดื่มนมแล้ว เด็กอาจมีกระบวนการย่อยนมไม่สมบูรณ์ มีลมดันในท้อง ทำให้ไม่สบาย งอแงอย่างไม่ทราบสาเหตุ พ่อแม่ต้องอุ้มลูกพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เพื่อให้เรอออกด้วย

  1. การอาบน้ำให้ลูก

ไม่ควรเอาลูกวัยทารกลงไปนอนแช่ในอ่างน้ำ ควรเริ่มจากการใช้ฟองน้ำเนื้อนุ่มหรือผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วลูบไปตามตัว เมื่อสายสะดือหลุดหลังจากเด็กอายุได้ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยนำทารกลงอาบในอ่างน้ำได้ เพราะในระยะนี้โอกาสติดเชื้อผ่านทางสายสะดือจะน้อยลงมากแล้ว

  1. การจัดท่านอน

ท่านอนทารกที่ปลอดภัยที่สุด คือ การนอนหงาย เพราะถ้าให้เด็กทารกนอนคว่ำหน้า จะเสี่ยงต่อการถูกหมอนหรือผ้าปิดจมูกทำให้หายใจไม่ออก แล้วเกิดโรคไหลตายในทารกได้หรือที่เรียกว่าโรค SIDS หรือ Sudden Infant Death Syndrome และนอกจากนี้ ยังต้องเลือกชนิดของเนื้อผ้า ไม่หนาเกินไป หรือสวมหลายชั้นจนทำให้เด็กอึดอัดด้วย

  1. การสัมผัสทารก

เด็กทารกต้องการให้พ่อแม่กอดหรืออุ้มอย่างใกล้ชิดเกือบตลอดเวลา พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องระมัดระวังเรื่องของความสะอาด คือ การล้างมือหรืออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากทำงานก่อน แล้วค่อยเล่นกับลูก หากมีสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่ ต้องระมัดระวังไม่ให้เข้าใกล้เด็ก เพราะทารกจะได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มือสอง ที่ติดมาตามเสื้อผ้าและจากลมหายใจของผู้ใหญ่ได้

การดูแลทารกหลังคลอดเป็นเรื่องที่ต้องสนใจรายละเอียดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างมาก ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีลูก ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลทารก เพื่อการดูแลสุขอนามัยของลูกได้อย่างดียิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

ทำความเข้าใจอาการแพ้นมวัวและแพ้น้ำตาลแลคโตส

เราอาจจะเคยได้ยินว่ามีคนดื่มนมวัวแล้วมีอาการท้องเสียท้องอืดอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่าเป็นอาการแพ้นมวัว ที่จริงแล้วนั่นอาจเป็นการแพ้น้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนมวัว อาการนี้จะเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ เราได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์มาให้ดูกัน ดังนี้

โดยปกติแล้วในนมวัวมีน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เรียกว่า น้ำตาลแลคโตส เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหากับการดื่มนมวัวเพราะภายในลำไส้จะมีมีเอนไซม์สำหรับย่อยน้ำตาลชนิดนี้ ชื่อว่า เอนไซม์แลคเตส โดยจะย่อยน้ำตาลแลคโตสให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กเดี่ยวที่ดูดซึมได้ 2 ชนิด ชื่อว่าน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลกาแลคโตส จึงไม่มีปัญหาท้องอืดท้องเสียหลังการดื่มนมวัว

แต่ผู้ที่มีอาการแพ้นมวัวอันมาจากการขาดเอนไซม์แลคเตส จะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ เมื่อดื่มนมวัวเข้าไป จึงย่อยยากหรือย่อยไม่หมดและเกิดการตกค้างในลำไส้ แล้วเกิดแก๊สตามมา จนรู้สึกท้องอืดไม่สบายท้องและท้องเสียตามมา

ภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตส เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากแม่สู่ลูก
  2. เกิดจากมารดาที่ดื่มนมวัวมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์
  3. เกิดหลังจากมีภาวะติดเชื้อในลำไส้ เช่น เป็นโรคกระเพาะอักเสบ โรคลำไส้อักเสบแบบเรื้อรัง
  4. เกิดภายหลังจากการรักษาโรคบางอย่าง เช่น รักษามะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เมื่อคาดว่าคนในครอบครัวหรือตัวเองมีอาการแพ้นมวัวหรือแพ้น้ำตาลแลคโตส ทางที่ดีคือควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยละเอียด เพราะอาการแพ้แลคโตสมีความคล้ายคลึงกับโรคในระบบทางเดินอาหารอีกหลายชนิด จึงควรตรวจให้ละเอียด โดยปัจจุบันทางการแพทย์แนะนำวิธีการลดปัญหาความรุนแรงจากการแพ้น้ำตาลแลคโตส โดยให้เริ่มจากการปรับลดปริมาณนมวัวที่ดื่ม ให้จิบเล็กน้อยก่อน เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับสมดุลในลำไส้ แต่ถ้าทดลองแล้วไม่สามารถดื่มได้ ให้เปลี่ยนชนิดนมคือ เลือกดื่มนมถั่วเหลืองแทน

กรณีที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตสอย่างรุนแรง ต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำจากนมวัวหรือนมแพะด้วย เช่น ชีส ไอศครีม เนยแข็ง และเมนูอาหารบางรายการ เช่น พิซซ่า ขนมปังที่มีนมวัว เนยและชีส เป็นต้น ในด้านการดูแลสุขภาพของผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพิ่มเติมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน โดยแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมธรรมชาติในปริมาณสูง คือ ผักใบสีเขียวเข้ม คะน้า บรอกโคลี ถั่ว เมล็ดอัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต ปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบ เป็นต้น

เราหวังว่า บทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจต้นเหตุของปัญหาแพ้นมวัวหรือแพ้น้ำตาลแลคโตสได้ดีขึ้น และลองนำเทคนิคแก้ปัญหาแพ้นมวัวไปใช้ เพื่อการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมต่อไป