รวม 4 สุดยอดแอพที่ช่วยทำให้งานนำเสนอของคุณปังเหมือนมืออาชีพ

รวม 4 สุดยอดแอพที่ช่วยทำให้งานนำเสนอของคุณปังเหมือนมืออาชีพ

การนำเสนองานที่ดี นอกจากคุณจะต้องเตรียมเนื้อหาที่พูดให้สามารถเข้าใจง่าย กระชับ ตรงประเด็น พูดแล้วผู้ฟังเห็นภาพตามแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่นับได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการนำเสนองานนั่นก็คือการทำ Presentation นั่นเอง ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะมานำเสนอ 4 สุดยอดแอพที่ช่วยทำให้งานนำเสนอของคุณปังเหมือนมืออาชีพ และทุกแอพนั้นยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังใช้งานบนมือถือได้แบบสบาย ๆ อีกด้วย

1.Canva
ความพิเศษของแอพนี้คือมี Template ให้คุณเลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านเทคโนโลยี ด้านอาหาร ฯลฯ หรือถ้าคุณชอบ Template แต่ไม่ชอบสี คุณก็ทั้งยังสามารถเปลี่ยนสีได้ตามที่ต้องการ จึงทำให้คุณประหยัดเวลาในการทำงานไปได้เยอะมาก นอกจากแอพนี้จะทำงานเสนอได้แล้ว ยังสามารถทำงานประเภทศิลปะ เช่น การ์ดอวยพร ได้ อีกทั้งหากต้องนำเสนองานหลาย ๆ รอบ คุณยังสามารถอัดเป็นวิดีโอแล้วบันทึกไฟล์ออกมาได้อีกด้วย

2.Keynote
แอพนี้จะสามารถใช้ได้เฉพาะ iOS เท่านั้น ซึ่งลูกเล่นในแอพค่อนข้างเยอะ มี Template ให้เลือกหลากหลาย มีฟังก์ชันให้ซ้อมนำเสนอก่อนทำการนำเสนอจริง (จะมีสไลด์หน้าถัดไปแสดงอยู่ด้านข้าง ทำให้คุณสามารถนำเสนอได้อย่างคล่องแคล่วดูเป็นมืออาชีพ) อีกทั้งยังสามารถบันทึกไฟล์นำเสนอได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ PDF หรือแบบวิดีโอ Keynote สามารถเนรมิตออกมาได้หมด

3.Pics Art
ปกติแอพนี้จะโดดเด่นมากในเรื่องการแต่งรูป เพราะแอพนี้มีลูกเล่นเยอะมาก เช่น ระบายสีด้วยสติ๊กเกอร์ได้ ลบพื้นหลังได้อย่างง่ายดาย ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที แล้วรูปที่ได้มีความเนียนมาก เป็นต้น แต่ถ้านำเอามาทำ Presentation ก็ยังคงมีความสวยงาม ใช้ง่าย และทำให้งานนำเสนอของคุณโดดเด่นไม่แพ้ใช้แต่งรูปเลย แต่แอพนี้อาจมีโฆษณาเวลาใช้งาน ซึ่งก็ไม่ได้บ่อยจนทำให้รู้สึกขัดใจ

4.PowerPoint
หากพูดถึงการทำ Presentation คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักแอพ PowerPoint อย่างแน่นอน เพราะแอพนี้ได้เปิดให้ใช้งานมาเป็นระยะเวลานานมากจึงได้รับความนิยมสูง ซึ่งแอพนี้มีความโดดเด่นตรงที่มีกราฟแผนภูมิในการนำเสนอข้อมูล สามารถลบพื้นหลังได้ มีลูกเล่นที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมแอพนี้ถึงเป็นที่นิยมขนาดนี้

จะเห็นได้ว่าการทำ Presentation ที่สวยนั้นจะช่วยทำให้ผู้ฟังเห็นภาพตามสิ่งที่คุณนำเสนอได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งถ้าคุณนำ 4 แอพที่ผู้เขียนได้นำมาแนะนำในบทความนี้ไปลองทำ Presentation รับรองได้เลยว่างานนำเสนอของคุณจะปังเหมือนมืออาชีพอย่างแน่นอน

Work from Home อย่างไรให้ประหยัดค่าไฟ ไม่เปลืองเงินในกระเป๋า

Work from Home อย่างไรให้ประหยัดค่าไฟ ไม่เปลืองเงินในกระเป๋า

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะด้านการทำงาน เพราะจากที่เคยนั่งรถไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่เดี๋ยวนี้กลับต้องนั่งทำงานที่บ้าน เรียกได้ว่าอยู่แต่บ้านทั้งวัน จนเป็นสาเหตุทำให้ค่าไฟพุ่งสูง จนหลายคนถึงกับบ่นอุบ และสำหรับใครที่เจอปัญหานี้ก็เตรียมบอกลาปัญหาได้เลย เพราะมีเทคนิคสุดเจ๋งที่ช่วยให้ Work from Home แบบประหยัดค่าไฟ ไม่ต้องกังวลว่าจะเปลืองเงินในกระเป๋า

นั่งทำงานในที่ที่มีแสงธรรมชาติเข้าถึง
แสงสว่างมีความสำคัญมากในการทำงาน เพราะแสงสว่างเพียงพอจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ลดอาการเพ่ง และลดปัญหาด้านสายตาในอนาคต เพราะฉะนั้นควรเลือกมุมทำงานที่มีแสงสว่างเข้าถึง ที่สำคัญการได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติยังทำให้ประหยัดไฟ เพราะไม่จำเป็นต้องเปิดไฟตลอดเวลา ดังนั้น ใครรู้ตัวว่าทำงานในที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ แนะนำให้เปลี่ยนตำแหน่งโต๊ะทำงานโดยด่วน

เปิดแอร์คู่กับพัดลมประหยัดกว่าเยอะ
แม้มีการรณรงค์ให้เปิดแอร์ที่ความเย็น 25 องศาเซลเซียส แต่รู้หรือไม่ว่าการเปิดแอร์คู่กับการเปิดพัดลมจะช่วยประหยัดไฟยิ่งกว่า หากปกติตั้งอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ให้ลองเปลี่ยนอุณหภูมิเป็น 26 องศาเซลเซียส และเปิดคู่กับพัดลม ซึ่งวิธีนี้ทำให้ประหยัดค่าไฟมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือหากต้องการประหยัดสุด ๆ ควรเลือกมุมทำงานที่อากาศถ่ายเทดี เพราะหากอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวกจะทำให้ไม่ร้อน เปิดพัดลมเพียงตัวเดียวก็เพียงพอ

ลองเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED
แม้ว่าหลอดไฟ LED จะมีราคาแพงกว่า แต่สามารถประหยัดไฟได้ดีกว่าหลอดไฟธรรมดา อีกทั้งยังให้แสงสว่างมากกว่า ดังนั้น เมื่อต้องอยู่บ้านตลอดทั้งวัน แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ลงทุนครั้งเดียวแต่ใช้งานคุ้มค่า นอกจากนี้ ช่วงเวลาพักเบรกหรือพักเที่ยง ควรปิดไฟและถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานด้วย

อย่ามองข้ามการใช้งาน Sleep Mode
คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ก ถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นอย่างยิ่งในการ Work from Home และเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเปิดตลอดทั้งวัน แต่เชื่อเถอะว่าบางครั้งคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกใช้งานตลอดเวลา การเลือกใช้งาน Sleep Mode จึงเป็นตัวช่วยประหยัดพลังงานได้ และนอกจากทำให้ประหยัดค่าไฟแล้วยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่ นอกจากนี้อย่าลืมตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านให้พร้อมใช้งานเสมอ เพราะหากอุปกรณ์เก่าหรือเสื่อมสภาพ ย่อมกินกำลังไฟมากกว่าอุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้ดี

เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่รู้จะคลี่คลายไปในทิศทางดีขึ้นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นหลายคนอาจต้อง Work from Home กันแบบยาว ๆ และเพื่อไม่ให้ต้องปวดหัวกับค่าไฟ อย่าลืมนำเทคนิคประหยัดไฟเหล่านี้ไปใช้ รับรองว่าค่าไฟจะไม่รบกวนเงินในกระเป๋าแน่นอน

ฮาเซนฮัตเทิ่ลพอใจ นักเตะตั้งใจเล่นแม้เป็นเกมอุ่นเครื่อง

ฮาเซนฮัตเทิ่ลพอใจ นักเตะตั้งใจเล่นแม้เป็นเกมอุ่นเครื่อง

ราล์ฟ ฮาเซนฮัตเทิ่ล นายใหญ่ของทีมเซาแธมป์ตัน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาพอใจมากกับความพยายามของลูกทีม ที่เล่นเพรสซิ่งอย่างสุดกำลังในระหว่างโปรแกรมบอลอุ่นเครื่อง จนทำให้ เซาแธมป์ตัน คว้าชัยชนะเหนือ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ได้แบบขาดลอย 4-0 กันเลยทีเดียว พลพรรค “นักบุญแดนใต้” กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมทีมสำหรับลงทำศึกในฤดูกาลใหม่ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งการแข่งขันฤดูกาล 2021-22 กำลังจะเริ่มต้นแข่งขันในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้แล้ว

ในช่วงปรีซีซั่นเกมที่ 2 ของพวกเขานั้น เซาแธมป์ตัน สามารถเอาชนะทีม คาร์ดิฟฟ์ ด้วยสกอร์ 4-0 หลังจากที่พวกเขาขึ้นนำไปก่อน 1-0 ในครึ่งแรกด้วยการยิงประตูของธีโอ วัลคอตต์ ปีกดาวรุ่งวัยใกล้แขวนสตั๊ด หลังจากจบเกม กุนซือเลือดออสเตรียก็ได้กล่าวว่า

“ผมคิดว่าวันนี้เป็นการเล่นที่ดีจริงๆของทีม นักเตะทุกคนจริงจังกับการเล่นมาก” ฮาเซนฮัตเทิ่ล กล่าวกับ BBC Radio Solent

“คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าทีมจากแชมเปี้ยนชิพจะเล่นยังไง เราไม่ได้เล่นกับพวกเขาบ่อยๆ ในตอนแรกคุณต้องต่อสู้ให้หนักเพื่อกลับเข้าสู่เกมตามสไตล์ของพวกเราให้ได้”

“ในครึ่งแรก คุณจะเห็นว่ามันไม่ไหลลื่น แต่หลังจากได้ประตูแรก คุณจะเห็นว่ามันดีขึ้นเล็กน้อย”

“ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่เรามีโอกาส คุณต้องอดทนเพื่อให้ได้โอกาสที่ดี”

“เพราะคุณเองก็ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่า ทีมที่เน้นการเล่นเกมรับลึกๆ มันเป็นยังไง เราบุกไม่ได้หรอก มันจะต้องใช้เวลาเล็กน้อย นี่เป็นเรื่องปกติ”

“แต่ผมก็คิดว่ายิ่งเกมดำเนินไปนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น”

3 ข้อดีของการเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ในยุคโควิด-19

3 ข้อดีของการเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ในยุคโควิด-19

หากพูดถึงอาชีพยอดนิยมในยุคโควิด-19 แน่นอนว่าต้องเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะนอกจากปลอดภัยไม่เสี่ยงแล้ว ยังสอดคล้องความต้องการผู้บริโภคที่ไม่อยากออกจากบ้าน และอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับสายออกกำลังกาย คือ เทรนเนอร์ออนไลน์ เพราะหลายคนต้องการออกกำลังกายและได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งการใช้บริการเทรนเนอร์สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ และในยุคที่อาชีพเทรนเนอร์ออนไลน์เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพ ลองมาดูกันว่าอาชีพนี้มีข้อดีอย่างไรจึงเหมาะต่อการเป็นตัวเลือกหนึ่งในยุคโควิด-19 ระบาด

1.หมดห่วงเรื่องสถานที่ เพราะออกกำลังกายที่ไหนก็สะดวก
หากเป็นเมื่อก่อนนี้การสอนออกกำลังกายแต่ละครั้งต้องให้ความสำคัญเรื่องสถานที่เป็นอันดับต้น ๆ โดยสถานที่ยอดนิยมต้องยกให้กับฟิตเนส แต่ในยุคที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้ฟิตเนสหลายแห่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ บวกกับมาตรการเว้นระยะห่าง การสวมบทเทรนเนอร์ออนไลน์จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเพียงหาพื้นที่โล่งก็สามารถสอนออกกำลังกายได้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือสวนสาธารณะก็สามารถสอนออนไลน์ได้อย่างสบาย ๆ หมดห่วงเรื่องสถานที่ไปได้เลย

2.ยืดหยุ่นเรื่องเวลา
ไม่เพียงแต่หมดห่วงเรื่องสถานที่แล้วยังไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา เพราะเทรนเนอร์ออนไลน์สามารถทำงานได้ทุกเวลา เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเปิดปิดยิม ทำให้ตกลงเวลากับอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะช่วงเช้า ช่วงสาย ช่วงบ่าย ช่วงเย็น หรือช่วงค่ำ หากทั้งสองฝ่ายสะดวกช่วงเวลาเดียวกันก็ไร้ปัญหา แถมยังไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อย ไม่ต้องต่อคิวรอใช้อุปกรณ์ ทำให้การสอนออกกำลังกายออนไลน์ค่อนข้างยืดหยุ่นเรื่องเวลา ตอบโจทย์คนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลาได้เป็นอย่างดี

3.สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพ
ขึ้นชื่อว่าการออกกำลังกายแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ยิ่งปัจจุบันเทรนด์ดูแลสุขภาพมาแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยกลุ่มคนรักสุขภาพต่างหันมาให้ความสำคัญทั้งการเลือกทานอาหารหรือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความฟิตทั้งภายนอกและภายใน การสวมบทเทรนเนอร์ออนไลน์จึงตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพได้พอดี นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องพึ่งโลกออนไลน์เป็นหลัก การเรียนออกกำลังกายโดยไม่ต้องไปยิมจึงเป็นตัวเลือกน่าสนใจ

สำหรับใครที่เป็นนักออกกำลังกายตัวยง มีเทคนิคการออกกำลังกายที่อยากแบ่งปัน หรือประกอบอาชีพเทรนเนอร์อยู่ก่อนแล้ว ในยุคที่โควิด-19 ระบาดและกำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้ สามารถเลือกเป็นเทรนเนอร์ออนไลน์ หรือหากใครมีความถนัดด้านอื่นอาจเลือกเป็นติวเตอร์ออนไลน์ เพื่อแบ่งปันความรู้ในช่วงกักตัวอยู่บ้าน นอกจากได้ฝึกฝนวิชาแล้ว ยังอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อาชีพเสริมที่คนนิยมทำในปี 2021

อาชีพเสริมที่คนนิยมทำในปี 2021

ในช่วงปี 2020-2021 ที่ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดนั้น การทำอาชีพเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากงานประจำ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะตกงานหรือถูกปลดจากบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว ก็ต้องหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้มาทดแทน เรามาดูกันว่ามีอาชีพเสริมอะไรบ้างที่ยังทำได้ในปีนี้

1.ทำฟาร์มผักปลอดสารพิษ
ผักปลอดสารพิษยังเป็นที่นิยมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพียงมีพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ หากจัดสรรได้ดี คุณก็สามารถปลูกผักสวนครัวหรือผักสลัด เช่น มะเขือเทศ ผักกาดขาว ต้นหอม ผักชี ถั่วงอก ฯลฯ เพื่อการจำหน่ายแบบออนไลน์ ส่งร้านค้าใกล้บ้าน หรือนำมาประกอบอาหารด้วยตัวเองและจำหน่ายเป็นอาหารตามสั่งตามออเดอร์ทางเพจ Facebook ก็ได้

2.ทำเค้กและคุกกี้ออนไลน์
เค้กและคุกกี้เป็นขนมที่คนไทยและชาวต่างชาตินิยมรับประทานตลอดปี และในช่วงโควิดระบาดที่ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม ตามหลักการ Social Distance ก็ทำให้มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่อยู่ในไทย มองหาของกินอร่อยที่ชื่นชอบที่พร้อมจัดส่งถึงบ้าน หากคุณรักการทำขนมและหมั่นพัฒนาฝีมือ ทำเค้กและคุกกี้ให้สวยงามและอร่อย ก็สามารถเปิดรับออเดอร์ออนไลน์ได้รายได้เสริมเข้ามาเดือนละหลายพันหลายหมื่นบาทได้

3.เป็นแอดมินดูแลเพจ
ในช่วง 2020-2021 นั้น มีสถิติพบว่าธุรกิจออนไลน์มีการเติบโตอย่างมาก เพราะทุกคนต่างหันมาซื้อของผ่านทางระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น จึงมีเพจ facebook จำนวนไม่น้อยที่ประกาศรับสมัครแอดมิน ช่วยตอบคำถาม ดูแลงานหลังบ้านต่าง ๆ หากคุณมีความสามารถทางด้านไอทีและชอบบริการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ก็ควรลองสมัครทำดู อาจสร้างรายได้เสริมได้เดือนละหลายพันบาท

4.เป็นนักเขียนออนไลน์
ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมายที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับบทความจากนักเขียนอย่างไม่จำกัด โดยมีการให้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินตามกติกาที่แตกต่างกันไป หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ก็สามารถสร้างรายได้เสริมจากการเป็นนักเขียนได้ อาทิ บทความแนวแม่และเด็ก สาระเพื่อการดูแลสุขภาพ การ์ตูน นวนิยาย คําคมสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น

5.ทำช่อง YouTube
การสร้างรายได้ผ่านทางโฆษณาและการสมัครสมาชิกแบบพิเศษที่ YouTube พัฒนาขึ้นในระยะหลังนั้น เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของช่องยูทูปอย่างมาก หากคุณมีเรื่องราวที่อยากนำเสนอ หรือมีความสามารถเฉพาะทาง เช่น การทำอาหาร ผลิตชิ้นงานแนว DIY หรือมีสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก ก็สามารถทำคลิปอัปโหลดขึ้นช่อง YouTube เพื่อสร้างรายได้เสริมได้

จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหา แต่ก็ยังมีงานอีกหลายประเภทที่คุณสามารถทำได้ เพื่อสร้างรายได้เสริมมาชดเชยกับรายได้ประจำที่ขาดหายไป ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดอย่างต่อเนื่อง ก็จะประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยาก

เคล็ดลับครอบครัวมีสุข ทำอย่างไรให้ชีวิตดีการงานรุ่ง

เคล็ดลับครอบครัวมีสุข ทำอย่างไรให้ชีวิตดีการงานรุ่ง

ความสุขในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์และเป็นสังคมใกล้ชิดตัวเราที่สุด หากสมาชิกทุกคนรักใคร่กลมเกลียวและมีสุขภาพดีจะเป็นครอบครัวที่สตรอง อบอุ่น อารมณ์ดี มีความมั่นคงทั้งกายและใจ เคล็ดลับความสุขของครอบครัวเกิดขึ้นได้จากการที่สมาชิกทุกคนพร้อมใจใช้เวลาร่วมกันอย่างเพียงพอ ปู่ย่าวัยเกษียณ พ่อแม่วัยทำงาน ลูกวัยเรียน ทุกคนควรเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและหน้าที่ของตนเอง

ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีความสุขได้ทุกวัน เราจึงมีเคล็ดลับสร้างความสุขภายในบ้านมาแนะนำกัน ดังนี้

1.แบ่งแยกเวลาทำงาน และเวลาที่อยู่กับครอบครัว
การแบ่งเวลาไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตในบ้านและหน้าที่การงานนอกบ้าน บางคนจริงจังกับงานจนสุดตัวทุ่มเทเวลาทั้งในและนอกบ้านเหมือนกับว่าชีวิตมีแต่เรื่องานเท่านั้น ทำให้ละเลยความสัมพันธ์กับครอบครัว แต่ก็มีบางคนห่วงภาระผูกพันกับครอบครัวจนละเลยความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน จำเป็นต้องแบ่งเวลาให้มีความสมดุลเพื่อให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นและทำงานประสบความสำเร็จด้วย

2.พูดคุยกันอยู่เสมอ
เมื่อครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการอยู่ร่วมกันโดยไม่มีคำพูดก็เหมือนกับต่างคนต่างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย พ่อแม่ลูกควรถ่ายทอดความรู้สึกออกมาสื่อสารให้เข้าใจและรับฟังกันและกัน ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องใหญ่โตอะไร แค่บอกเล่าเรื่องชีวิตประจำวันให้รู้ว่าแต่ละคนทำอะไรบ้าง บ้านจะมีชีวิตชีวาขึ้นแน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดคือการจัดตารางเวลาให้มีกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น กินมื้อเย็นด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน ไปเดินเล่นหรือชวนกันออกกำลังกายเป็นครั้งคราว อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาเวลาให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่ถ้ามีโอกาสอยู่ด้วยกันควรพูดคุยสื่อสารใช้เวลาอย่างมีคุณภาพที่สุด

3.ไม่บังคับจิตใจกัน
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใด ๆ ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง เพราะถ้าฝืนบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ อาจทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ ไม่พอใจ และไม่สนับสนุนร่วมมือจริง ๆ ทำให้ฝ่ายที่ถูกบังคับรู้สึกว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงความต้องการคนอื่น แทนที่จะเป็นเรื่องดีกลับกลายเป็นโทษ หากทุกคนทำสิ่งที่อยากทำร่วมกัน แม้จะเป็นเวลาเพียง 10 นาทีต่อวัน ก็มีความสำคัญและได้ประโยชน์

4.ทำความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน
ในเวลาที่ชีวิตยากลำบากรุมเร้าด้วยปัญหารายได้ไม่พอใช้ ค่าใช้จ่ายสูงชักหน้าไม่ถึงหลัง บวกกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีก ครอบครัวควรที่จะอยู่เคียงข้างกัน ช่วยเหลือกัน การสร้างความสุขนิสัยในครอบครัวต้องมองในเชิงบวกและสร้างสรรค์ เมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ช่วงเวลาที่ดีจะต้องนึกถึงกัน ไม่ทิ้งกัน โดยปกติการขอความร่วมมือจากลูกโตเป็นวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าไม่เคยบ่มเพาะนิสัยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวมาก่อน ช่วงเวลาที่ทุกคนกักตัวอยู่ที่บ้าน พ่อแม่ลูกมีเวลานั่งกินข้าวเป็นครอบครัวบ่อยขึ้น มีโอกาสพูดคุยหัวข้อต่าง ๆ มากขึ้น กระตุ้นให้ทุกคนสื่อสารออกมา ไม่ให้คนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นคนวงนอก ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันไป อย่ากดดันหรือคาดหวังความสมบูรณ์แบบ จะทำให้ทุกคนเต็มใจช่วยให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น

คำแนะนำข้างต้นเป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ เพื่อทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นได้

เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

เคล็ดไม่ลับ 5 ข้อ ออมเงินอย่างไรให้เหลือใช้ยามเกษียณ

การออมเงินเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก เมื่ออายุยังน้อยอาจยังมองไม่เห็นความสำคัญของการออมเงินเพราะยังไม่รู้จักวิธีการหาเงิน แต่เมื่อถึงวัยทำงานทุกคนจะเข้าใจกับคำว่าออมเงินได้ดีขึ้นเพราะกว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ยิ่งในแต่ละวันยังมีเรื่องที่ต้องให้ใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารหรือหากประสบอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงก็ยังต้องมีการใช้จ่ายเงินเพื่อรักษาพยาบาลอีก แล้วหากถึงวัยเกษียณแล้วยังไม่มีเงินออมสำรองล่ะ จะทำอย่างไร

ดังนั้นเพื่ออนาคตที่สดใสในวัยเกษียณเราจึงควรรู้จักวิธีการออมเงินที่ถูกต้อง วันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับการออมเงิน 5 ข้อ เพื่อให้มีเงินเหลือใช้ยามเกษียณกัน

1.เงินเดือนหาร 45 ความหมายคือได้เงินเดือนเท่าไหร่ให้นำ 45 มาหารออกจะทำให้เรารู้ว่าเราสามารถใช้เงินในแต่ละวันได้จำนวนเท่าไหร่ต่อเดือน ส่วนที่เกินจาก 30 วัน คือ 15 วันที่เหลือถือเป็นเงินที่เราออมในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน 10,000 บาท / 45 เท่ากับเราใช้ได้ไม่เกินวันละ 222 บาท แทนที่จะเป็น 333 บาท (10,000 / 30) นั่นหมายความว่าเราจะมีเงินออม 1,665 บาท/เดือน (111 X 15)

2.ตั้งเป้าหมายในอนาคตให้ชัดเจน เช่น ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ 30% ของเงินเดือนเพื่อการซื้อบ้านในอนาคต ดังนั้นหากเราได้เงินเดือนมาต้องหัก 30% ของเงินเดือนมาเก็บออมไว้ ซึ่งต้องทำเป็นกิจจะลักษณะโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้เราสามารถซื้อบ้านได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้

3.สร้างวินัยการใช้เงิน หมายถึงการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนไว้ล่วงหน้าและปฏิบัติตามเป็นประจำ โดยทั่วไปจะแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วนคือ (1) 45% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ (2) 30% สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และ (3) 20% เก็บไว้เป็นเงินออม วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินออมในอัตราที่เท่ากันในแต่ละเดือน ซึ่งเดือนไหนเราใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นหรือชีวิตประจำวันไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็จะทำให้เรามีเงินออมมากขึ้นไปอีก

4.แยกบัญชีเงินเก็บให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้นำเงินที่ตั้งใจออมมาใช้จ่าย วิธีง่าย ๆ คือการเปิดบัญชีแบบเงินฝากประจำที่ห้ามถอนมาใช้หากยังไม่ถึงกำหนด จะทำให้เมื่อครบกำหนดถอนเงินจะเห็นเงินออมก้อนใหญ่ที่เราสะสมไว้

5.ทำเงินให้งอกเงย ด้วยการลงทุนในกองทุนหรือซื้อหุ้น ซึ่งดีกว่าการเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย จะลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว (LTF) ก็ได้ทั้งนั้น

สรุปคือเราไม่ควรมองข้ามเรื่องการเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามจำเป็นหรือในวัยเกษียณ โดยเฉพาะหากเกิดช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินในยามฉุกเฉินแล้วไม่ได้มีเงินสำรองไว้ ก็จะสร้างความยากลำบากต่อเรามาก ดังนั้นการมีเงินเก็บออมถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเหลือเราเมื่อยามจำเป็นได้

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ต้นกำเนิด ใบเหลือง-ใบแดง ในโลกฟุตบอล มีที่มาจากสัญญาณไฟจราจร

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนฟุตบอลหรือไม่ใช่แฟนฟุตบอลก็ย่อมจะรู้จักกติกาเบื้องต้นของกีฬาชนิดนี้อย่าง ใบเหลือง-ใบแดง ที่ผู้ตัดสินหรือกรรมการมักจะควักออกมาชูเด่นเป็นสง่าให้เห็นในการแข่งขันฟุตบอลแทบทุกนัด จนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปในโลกฟุตบอล เพราะทุกการแข่งขันย่อมมีการละเมิดกติกาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าไอเดียการแจก ใบเหลือง-ใบแดง ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงยุค 1970 แถมยังเพิ่งถูกบรรจุอยู่ในกติกาสากลของฟุตบอลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1992 นี้เอง ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกำเนิดของมันยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์พื้นฐานที่เห็นได้แทบทุกสี่แยก คือ สัญญาณไฟจราจร อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1970 กีฬายังไม่มีระบบการให้ ใบเหลือง-ใบแดง” แก่นักฟุตบอลที่เล่นผิดกติกาหรือเล่นรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยผู้ตัดสินมักจะตักเตือนด้วยคำพูดหากพบว่านักเตะเล่นรุนแรงหรือผิดกติกา ส่วนการไล่นักเตะออกจากสนามขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสินในสนามล้วน ๆ ทำให้ผู้ตัดสินส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการสื่อสารกับนักเตะที่พูดคนละภาษาจนมักเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน จนกระทั่ง เคน แอสตัน (Ken Aston) เปาเชิ้ตดำชาวอังกฤษที่เคยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1966 มาแล้ว สังเกตเห็นสัญญาณไฟจราจรที่เปลี่ยนจาก สีเหลือง ซึ่งหมายถึงการเตือน ไปเป็น สีแดง ที่หมายถึงหยุด ขณะกำลังนั่งอยู่บนรถที่ติดอยู่บริเวณสี่แยก ทำให้เขาได้ไอเดียที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

แอสตัน ได้คิดค้นระบบการให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะเสนอให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) พิจารณาและอนุมัติในปี 1970 ก่อนจะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนักเตะที่ได้รับ ใบเหลือง เป็นคนแรก คือ เอฟเกนี ลอฟเชฟ (Evgeny Lovchev) ผู้เล่นทีมชาติสหภาพโซเวียต ในเกมนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 1970 ที่เจอกับเจ้าภาพเม็กซิโก ส่วน ใบแดง ต้องรอถึงฟุตบอลโลก ปี 1974 ที่ประเทศเยอรมันตะวันตก ซึ่งผู้ที่ได้รับใบแดงคนแรกคือ คาร์ลอส คาสเซลี (Carlos Caszely) นักเตะทีมชาติชิลีในเกมพบกับเจ้าภาพเยอรมันตะวันตกนั่นเอง แต่การให้ ใบเหลือง-ใบแดง ก็ยังเป็นเพียงความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้ตัดสินและนักเตะเท่านั้น ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกติกาสากล จนกระทั่งในปี 1992 ใบเหลืองและใบแดงจึงถูกบรรจุอยู่ในกฎกติกาสากลของฟุตบอลโดย ฟีฟ่า ซึ่งทุกสมาคมฟุตบอลและทุกลีกที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า จะต้องมีการใช้ใบเหลืองและใบแดงเสมอจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

จัดอันดับสมาร์ทโฟน ที่ออกแบบมาเพื่อคนเล่นเกมโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันมีค่ายเกมจำนวนมากหันมาพัฒนาเกมที่เคยได้รับความนิยมให้สามารถเล่นผ่านสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งการกลับมาของเกมอมตะหลายเกมเป็นที่ถูกใจนักเล่นเกมเป็นอย่างมากและสามารถโหลดมาเล่นได้ง่าย ๆ แต่การจะเล่นเกมอย่างมีอรรถรสได้นั้นจำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนที่สามารถประมวลผลภาพกราฟิกของเกมเหล่านั้นได้ โดยสมาร์ทโฟนที่สเปกแรงรองรับการเล่นเกมที่ต้องใช้การประมวลผลสูง มีดังนี้

Apple iPhone 11 Pro Max
หากพูดถึงสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายและรองรับการเล่นเกมหนัก ๆ ต้องยอมรับว่า iPhone เป็นสมาร์ทโฟนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ช่วยระบายความร้อนได้ดีและทนทาน ขนาดเหมาะสมจับถนัดมือพร้อมความจุสูง ทำให้การโหลดเกมที่ต้องใช้หน่วยความจำสูงจึงไม่ใช่ปัญหา รวมถึงการแสดงผลของจอภาพให้สีที่สวยงาม มีความคมชัด ช่วยให้เล่นเกมได้โดยไม่สะดวก ปรับสเปกภาพสูงสุดได้และไม่ทำให้เกมกระตุก

realme X50 5G
น้องใหม่สเปกแรงแซงหน้าแบรนด์ดังหลายแบรนด์ หน้าจอกว้าง 6 นิ้วชิปเซตรองรับการประมวลผลเกมหนัก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ชาร์จแบตเต็มเร็วได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ทำให้คอเกมสามารถสนุกไปกับเกมฮิตได้โดยไม่สะดุด มาพร้อมลำโพงคู่ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการดูหนัง ฟังเพลงและเล่นเกมให้ระทึกใจมากขึ้น ระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องทำได้เป็นอย่างดีไม่ทำให้เครื่องร้อนแม้เล่นเกมอย่างหนักหน่วง

Samsung Galaxy Note 20 Ultra
แบรนด์ซัมซุงสามารถพัฒนาสเปกเครื่องให้รองรับการใช้งานที่ครอบคลุมได้อยู่เสมอ ซึ่งในรุ่น Note 20 ไม่เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม สีสันสวยงามหรูหรา หน้าจอแสดงผลให้สีสันที่สวยงามความละเอียดสูง พร้อมลำโพงที่สามารถปล่อยพลังเสียงสเตอริโอทรงพลัง สามารถประมวลผลได้เร็วทันใจ มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเล่นเกมต่อเนื่องยาวนาน

OPPO Reno 4
แบรนด์ออปโป้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปที่ให้แสงและสีที่ดูสวยงามเป็นธรรมชาติพร้อมลูกเล่นใหม่ ๆ ซึ่งในรุ่น Reno4 ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาบาง ไม่ทำให้เมื่อยมือแม้จะเล่นเกมติดต่อกันต่อเนื่อง และยังได้พัฒนาระบบการประมวลผลให้มีความรวดเร็วมากขึ้น แบตเตอรี่มีความจุสูงและรองรับการชาร์จไว

Xiaomi Mi 10 Ultra
ออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แข็งแรงและทนทานสูง ระบบประมวลผลรวดเร็วฉับไวพร้อมแสดงผลจอภาพที่มีความละเอียดสูง มาพร้อมความจุของแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานยาวนานและสามารถชาร์จใหม่ได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำให้คอเกมต้องประสบปัญหาหลุดออกจากเกมกะทันหัน

สมาร์ทโฟนทั้ง 5 รุ่น เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อให้มีสเปกการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและเอ็นเตอร์เทน ในราคาเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นต้น ๆ

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด

ข้อดีจากการทำงานที่บ้านในช่วงไวรัสโควิดระบาด
notebook written work from home text with stationary

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่มีสถานการณ์ไวรัสโควิดระบาด ก็ทำให้หลายองค์กรได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของพนักงานจำนวนมาก โดยให้ทำงานที่บ้าน หรือ work from home

เรามาดูกันว่าวิธีนี้จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. ลดความเสี่ยงในการติดโรค

ในช่วงไวรัสโควิดระบาด เราทุกคนต้องรักษาระยะห่างตามหลักการ Social Distance การที่คนส่วนใหญ่ได้โอกาสทำงานจากที่บ้าน ประชุมและส่งงานทางอีเมล จึงเป็นทางออกที่ดีในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคเข้าสู่ตัวเอง และยังป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโควิดมาสู่คนอื่นในครอบครัวด้วย

  1. เพิ่มประสิทธิภาพได้ผลงานมากขึ้น

ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น มาจากพนักงานแต่ละคนไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางอย่างแต่ก่อน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญปัญหารถติดนาน 1-2 ชั่วโมง จึงเท่ากับมีเวลาในการทำงานได้มากขึ้นถึงวันละ 2-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว การทำงานที่บ้านจึงช่วยให้องค์กรได้ผลผลิตงานมากขึ้นกว่าเดิม

  1. พนักงานมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น

เมื่อได้โอกาสทำงานที่บ้าน พนักงานที่มีลูกวัยเรียนที่ได้รับอนุญาตให้เรียนออนไลน์ในช่วงเดียวกันนี้ ก็จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น มีกิจกรรมในครอบครัว ทั้งการสอนการบ้าน การเล่นกีฬา การร้องเพลงร่วมกัน ฯลฯ โดยรวมจึงทำให้ทุกคนมีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันแน่นแฟ้นขึ้น และลดความเครียดลงได้

  1. ลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทได้

เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ทางบริษัทจึงลดค่าใช้จ่ายได้หลายส่วน เช่น ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าน้ำ ค่าไฟ หากเป็นองค์กรขนาดเล็กที่ต้องเช่าออฟฟิศ ก็ยังตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อีก จึงเป็นการลดต้นทุนธุรกิจไปได้อย่างมาก

  1. ลดจำนวนคนว่างงาน

เมื่อบริษัทหาทางออกให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ จึงทำให้มีเงินทุนสำรองเพื่อทำธุรกิจต่อได้นานขึ้น ลดโอกาสที่จะต้องเสี่ยงปิดกิจการและปลดพนักงาน เรียกได้ว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

  1. มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

การออกกำลังกายเพียงวันละ 30 นาที สามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่ทำงานออฟฟิศแทบจะไม่มีเวลาในการออกกำลังกายเลย เพราะมีความเหนื่อยสะสมจากการเดินทาง เมื่อได้ทำงานจากที่บ้านจึงทำให้ทุกคนสามารถแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย เช่น การเดิน เดินเร็ว วิ่ง กระโดดเชือก เล่นโยคะ ฯลฯ จึงมีสุขภาพดีขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้านมีประโยชน์หลายด้านในช่วงเวลานี้ ขอเพียงทุกคนตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตโรคโควิด-19 ระบาดที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกไปได้อย่างแน่นอน